Header Ads

ม.ค. 69 ส่งออกทะลุ 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์ อิเล็กทรอนิกส์–อาหารนำทัพ ตั้ง Task Force ลุยตลาดเกิดใหม่ ลดพึ่งพาตลาดเดิม


ส่งออกไทย ม.ค. 69 โตแรงสุดรอบ 4 ปี แตะ 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์ จับตาภาษีสหรัฐฯ–สินค้าเกษตรหดตัว กดดันระยะถัดไป

เพจเฟสบุ๊ค Thai Trade Center, Yangon รายงานสภาวะการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ขยายตัว 24.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 31,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนแรงหนุนจากสินค้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร ขณะที่สินค้าเกษตรสำคัญบางรายการยังเผชิญแรงกดดัน

โครงสร้างการส่งออก: อิเล็กทรอนิกส์นำทัพ อาหารและผลไม้ฟื้นตัว

สินค้าเกษตรขยายตัวดีในกลุ่มผลไม้สด แช่เย็น และแช่แข็ง กุ้ง และไก่แปรรูป แต่ข้าวและยางพารายังคงหดตัว

        สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเติบโตในกลุ่มน้ำมันพืช ผลไม้กระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่น้ำตาลและอาหารทะเลแปรรูปหดตัว

ด้านสินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แผงวงจรไฟฟ้า และรถยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเติบโตต่อเนื่องตามวัฏจักรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจมีความผันผวนในระยะข้างหน้า และการขยายตัวที่ผ่านมาได้รับแรงเร่งจากการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ก่อนมาตรการการค้าจะเปลี่ยนแปลง

ตลาดส่งออกหลักขยายตัว แต่บางภูมิภาคยังหดตัว

ตลาดสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ จีน อาเซียน-5 แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ (แรงหนุนจากทองคำ) ขณะที่ตลาดแอฟริกาและกลุ่ม CLMV หดตัว

ปัจจัยหนุน–แรงกดดันที่ต้องจับตา

ปัจจัยสนับสนุน 

ความต้องการชิปและเทคโนโลยีโลกเพิ่มขึ้น อุปสงค์ในประเทศคู่ค้าหลักเติบโต การฟื้นตัวของอาหารและผลไม้

ปัจจัยกดดัน

การหดตัวของสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และค่าเงินบาทภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลดลง แต่การแข่งขันยังเข้มข้น สหรัฐฯ ปรับภาษีนำเข้าเหลือ 15% จากเดิม 19% แม้ช่วยลดต้นทุนสินค้าไทย แต่ไม่ได้เป็นผลบวกโดยตรง เนื่องจากประเทศคู่แข่งได้รับเงื่อนไขภาษีเดียวกัน จำเป็นต้องพิจารณาความสามารถแข่งขันรายสินค้าและรายประเทศ

แผนบุกตลาดใหม่–เสริมศักยภาพผู้ส่งออกไทย

ภาครัฐเตรียมเชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ เยือนไทย จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจทั้งแบบ Onsite และ Online (OBM) พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษขยายตลาดใหม่ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม แอฟริกา ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน ไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง และเน้นพัฒนาผู้ประกอบการเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว

การประเมินแนวโน้มส่งออกปี 2569 คาดว่าจะชัดเจนหลังเดือนมีนาคม เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์โลก วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ

การค้าไทย–เมียนมา หดตัวจากพลังงานและข้อจำกัดชายแดน

การค้าระหว่างไทยกับเมียนมาในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 18,661 ล้านบาท ลดลง 14.5% ไทยส่งออก 12,455 ล้านบาท (-13.7%) นำเข้า 6,206 ล้านบาท (-16%) ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 6,249 ล้านบาท

ส่งออกไปเมียนมาหดตัวจากน้ำมันเชื้อเพลิง

การส่งออกลดลงหลักจากน้ำมันเชื้อเพลิง (-65%) เม็ดพลาสติก เหล็ก และน้ำมันพืช โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการระงับส่งออกน้ำมันเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามด่านชายแดน และการปิดสะพานเมียวดีแห่งที่ 2 อย่างไรก็ตาม สินค้าบางรายการยังเติบโต เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องจักร ชิ้นส่วนรถยนต์ และเครื่องสำอาง ผู้ประกอบการได้รับคำแนะนำให้ใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก เช่น ท่าเรือระนอง–ย่างกุ้ง และแหลมฉบัง–ย่างกุ้ง รวมถึงด่านแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก

ปัจจัยนโยบายและการเมืองเมียนมาต้องติดตาม

เมียนมาจัดการเลือกตั้งเสร็จสิ้น และพรรค USDP ได้คะแนนนำ คาดจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก่อนสงกรานต์ ซึ่งอาจนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการทางเศรษฐกิจและการค้าในอนาคต

ที่มา : Thai Trade Center, Yangon

Theme images by fpm. Powered by Blogger.