SCGP ตั้งงบลงทุน 10,000 ล้านบาท โฟกัสตลาดอาเซียน รุกบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค เสริมแกร่งด้วยระบบอัตโนมัติ-ปัญญาประดิษฐ์
SCGP ตั้งงบลงทุนปี 2569 ที่ 10,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค บูรณาการการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) และระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พร้อมมองโอกาสลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย รวมถึงขยายตลาดในอินเดียซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่า ในปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนรวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมาย EBITDA อยู่ที่ 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น และเน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต
นอกจากนี้ SCGP ได้นำระบบอัตโนมัติ (Automation) เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) และหุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) รวมทั้ง ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ ลดต้นทุน ตลอดจนช่วยในการจัดการวัตถุดิบ และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะขยายการใช้งานไปยังโรงงานในต่างประเทศต่อไป อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ SCGP วางแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกเป็นร้อยละ 40 จากร้อยละ 38 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับการดำเนินงานภายในกรอบ ESG พร้อมลดต้นทุนโดยรวมของบริษัทฯ 600 ล้านบาทในปี 2569
นอกจากนี้ SCGP ได้นำระบบอัตโนมัติ (Automation) เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) และหุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) รวมทั้ง ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ ลดต้นทุน ตลอดจนช่วยในการจัดการวัตถุดิบ และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะขยายการใช้งานไปยังโรงงานในต่างประเทศต่อไป อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ SCGP วางแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกเป็นร้อยละ 40 จากร้อยละ 38 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับการดำเนินงานภายในกรอบ ESG พร้อมลดต้นทุนโดยรวมของบริษัทฯ 600 ล้านบาทในปี 2569
ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจและความต้องการจากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียนยังเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลต่อความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ยังคงเติบโต ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน ถึงแม้จะมีวันหยุดช่วงเทศกาลของเวียดนามและอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้บรรจุภัณฑ์ช่วงเทศกาล


.jpg)
