รัฐบาลรีแบรนด์คนละครึ่ง สู่ “ไทยช่วยไทยพลัส” เร่งบริโภคระยะสั้น แลกภาระหนี้สาธารณะ
คอลัมน์/จับกระแสการเมือง/โดยนายนิรนาม/เว็บไซต์โลกธุรกิจ/เผยแพร่ 2 พฤษภาคม 2569
รัฐบาลเดินหน้า “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น” ครั้งใหญ่กลางปี 2569 ด้วยการรีแบรนด์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” หวังเร่งการใช้จ่ายภาคประชาชนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งราคาพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
มาตรการดังกล่าวถูกออกแบบให้ “แรงกว่าเดิม” ทั้งในแง่วงเงินสนับสนุนและสัดส่วนการร่วมจ่ายของภาครัฐ เพื่อหวังให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี
โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะถูกเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในช่วงกลางเดือนเดียวกัน
กรอบเวลาการใช้จ่ายถูกกำหนดไว้ 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลต้องการ “อัดฉีดกำลังซื้อ” เพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น
สำหรับรายละเอียดโครงการ พบว่ารัฐบาลปรับรูปแบบจาก “คนละครึ่ง” เดิมที่รัฐช่วย 50% มาเป็น รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40% โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายครอบคลุมประชาชนมากกว่า 20 ล้านคน ทั้งในระบบและนอกระบบภาษี โดยยังคงใช้กลไกเดิมผ่านร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่า การเพิ่มสัดส่วนรัฐเป็น 60% จะช่วย “เร่งแรงจูงใจการใช้จ่าย” ของประชาชนได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับรอบก่อนหน้า
ในมิติด้านการคลัง โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่ใช้งบประมาณสูง โดยรัฐบาลเตรียมใช้แหล่งเงินจากการออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงินประมาณ 400,000 ล้านบาท และงบกลางฉุกเฉินที่ยังเหลืออยู่ราว 20,000 ล้านบาท
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว (expansionary fiscal policy) เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคส่งออกและการลงทุนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเริ่มตั้งคำถามถึง “ประสิทธิภาพต่อเม็ดเงิน” และความคุ้มค่าในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง
การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจพบว่า มาตรการลักษณะนี้มีจุดเด่นในด้าน “การกระตุ้นการบริโภคทันที”
เมื่อพิจารณาจากโครงสร้าง 60:40 หากรัฐสนับสนุน 4,000 บาท อาจก่อให้เกิดการใช้จ่ายรวมในระบบเศรษฐกิจราว 6,000–7,000 บาทต่อคน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวมักเกิดขึ้นในช่วงสั้น และมีแนวโน้ม “แผ่วลง” หลังสิ้นสุดโครงการ เช่นเดียวกับประสบการณ์จากโครงการคนละครึ่งในอดีต
แม้มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ข้อจำกัดสำคัญยังคงอยู่ที่ ไม่ได้เพิ่มรายได้ถาวรให้ประชาชน ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือน หรือผลิตภาพแรงงาน อาจถูกหักล้างจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอ
ส่งผลให้ประสิทธิผลโดยรวมขึ้นอยู่กับ “จังหวะเศรษฐกิจ” และ “มาตรการเสริม” ของภาครัฐ
ในเชิงการเมือง มาตรการนี้ถือเป็นนโยบายที่ประชาชน “รับรู้ได้ทันที” และสามารถสร้างผลตอบรับเชิงบวกในวงกว้างโดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ทำให้โครงการลักษณะนี้ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการรักษาความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ดี หากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็อาจกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “ใช้งบสูงแต่ได้ผลจำกัด”
“ไทยช่วยไทยพลัส” จึงสะท้อนแนวคิดการบริหารเศรษฐกิจแบบ “เร่งด่วน–เน้นผลเร็ว” ในระยะสั้น
มาตรการนี้มีศักยภาพในการกระตุ้นการใช้จ่ายและพยุงเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในระยะยาว นักวิเคราะห์มองตรงกันว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมด้าน การลงทุน การสร้างงาน และการเพิ่มรายได้ประชาชน เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ “ยั่งยืน” มากกว่าการอัดฉีดเพียงชั่วคราว


