ดันบริษัทศักยภาพสูงเข้าตลาดทุน! บอร์ดบีโอไอไฟเขียว BOI to IPO เพิ่ม 17 โครงการ FastPass เงินลงทุนกว่า 1.2 แสนล้าน
บอร์ดบีโอไอเห็นชอบปรับทิศทางการส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ มุ่งเน้นการเร่งรัดให้เกิด “การลงทุนจริง” ควบคู่กับการสร้างคุณค่าและประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศ พร้อมเปิดมาตรการใหม่ “BOI to IPO” สนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดทุนไทย เพิ่มเติม 17 โครงการเข้าสู่กลไก Thailand FastPass มูลค่าลงทุนกว่า 121,000 ล้านบาท และอนุมัติส่งเสริมการลงทุนอีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 9,640 ล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบทิศทางใหม่ของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับบทบาทของบีโอไอในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
แนวทางใหม่จะให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นจริง” จากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การสร้างงานทักษะสูง การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยบีโอไอจะปรับตัวชี้วัดความสำเร็จให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายประเทศ และผูกสิทธิประโยชน์กับการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน การกำหนดทิศทางส่งเสริมการลงทุนจะพิจารณาทั้งแนวโน้มตลาดโลก ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ จุดแข็งและศักยภาพของประเทศ เพื่อเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสใหม่ รวมถึงทยอยลดการส่งเสริมกิจการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ หรือมีความต้องการในตลาดโลกลดลง
บีโอไอยังเตรียมทำงานเชิงรุกติดตามโครงการลงทุนสำคัญ และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ผ่านกลไก Joint KPI เพื่อผลักดันเป้าหมายใหญ่ของประเทศ ทั้งการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 3% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้มากกว่า 30% ของ GDP
สำหรับมาตรการ “BOI to IPO” เป็นความร่วมมือระหว่างบีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อพัฒนาเส้นทางสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมและมีศักยภาพให้เข้าสู่ตลาดทุน ทั้ง SET, mai และ LiVEx โดยบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ขณะที่หน่วยงานด้านตลาดทุนจะช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าจดทะเบียน
บริษัทกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มอีก 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไปจะได้รับยกเว้นภาษีเพิ่ม 2 ปี หรือลดหย่อนภาษี 50% เพิ่ม 3 ปี ตามประเภทกิจการ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทสามารถระดมทุนและขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดโอกาสให้คนไทยมีส่วนร่วมถือหุ้นในกิจการที่มีศักยภาพเติบโตสูง
ด้านการเร่งรัดการลงทุนจริง บอร์ดบีโอไอได้คัดเลือกเพิ่ม 17 โครงการ จาก 15 บริษัท เข้าสู่กลไก Thailand FastPass มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 121,000 ล้านบาท และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 14,000 คน ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน
เมื่อรวมกับโครงการที่เข้าสู่ FastPass ก่อนหน้านี้ จะมีโครงการสำคัญในระบบรวม 42 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 344,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 27,000 คน โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยเร่งกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาต แก้ไขอุปสรรค และผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติยกเลิกคำสั่งเพิกถอนสิทธิประโยชน์ชั่วคราวของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด หลังได้รับแจ้งจากกระทรวงอุตสาหกรรมว่าบริษัทได้ปรับปรุงโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายครบถ้วน และได้รับอนุญาตให้กลับมาประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยให้กลับได้รับสิทธิประโยชน์ตามเดิมนับตั้งแต่วันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บีโอไอจะยังติดตามการดำเนินงานของบริษัทอย่างใกล้ชิดต่อไป
ส่วนการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนครั้งนี้ มี 3 โครงการ มูลค่ารวม 9,640 ล้านบาท ได้แก่ โครงการขยายกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม กำลังผลิต 90 เมกะวัตต์ ของบริษัท วินด์ มหาสารคาม 1 จำกัด มูลค่า 3,172 ล้านบาท โครงการผลิตบรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ รวมถึงเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้และสิ่งปรุงแต่งอาหาร ของบริษัท พรีซิชั่น พลาสติก จำกัด มูลค่า 2,033 ล้านบาท และโครงการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCBA ของบริษัท ชูแคน (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 4,435 ล้านบาท
นายนฤตม์กล่าวว่า โครงการที่ได้รับอนุมัติสะท้อนการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศในหลายมิติ ทั้งการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด การยกระดับมาตรฐานการผลิตของผู้ประกอบการไทย และการต่อยอดฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
ที่มา : รัฐบาลไทย


