Header Ads

เจาะโจทย์ใหญ่ภาคการผลิตไทย “เครื่องจักรพร้อม โรงงานยังอยู่” แต่คำสั่งซื้ออยู่ไหน?


ภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ อาจกำลังสะท้อนโจทย์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่าคำถามว่า “โรงงานยังผลิตได้หรือไม่”

ข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ชี้ว่า โรงงานไทยจำนวนไม่น้อยยังมีศักยภาพในการผลิตเหลืออยู่มาก เครื่องจักรยังพร้อม สายการผลิตยังทำงานได้ และแรงงานยังมีความสามารถในการผลิต แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เหตุใดกำลังการผลิตจำนวนมากจึงยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เต็มศักยภาพ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง สินค้านำเข้ายังคงขยายตัวและผู้บริโภคยังมีการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลอัตราการใช้กำลังการผลิต หรือ Capacity Utilization Rate (CapU) ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 พบว่า 16 จาก 22 กลุ่มอุตสาหกรรมไทย มีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60%

บางอุตสาหกรรมมีการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่มีอยู่ อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทออยู่ที่ 36.69% เฟอร์นิเจอร์ 38.45% เภสัชภัณฑ์ 45.42% เครื่องดื่ม 46.51% เครื่องหนังและผลิตภัณฑ์ 46.82% เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 49.06% รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก 55.65%

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าโรงงานทุกแห่งกำลังประสบปัญหาหรือกำลังจะปิดกิจการ เนื่องจากเป็นตัวเลขภาพรวมของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ตัวเลขกำลังสะท้อนอย่างชัดเจน คือประเทศไทยยังมีกำลังการผลิตจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกใช้เต็มศักยภาพ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โรงงานยังอยู่ เครื่องจักรยังอยู่ และความสามารถในการผลิตก็ยังอยู่

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยยังผลิตได้หรือไม่” แต่เป็นคำถามว่า “คำสั่งซื้อและตลาดอยู่ที่ไหน”

เมื่อนำข้อมูลการใช้กำลังการผลิตมาเปรียบเทียบกับการนำเข้าสินค้า ภาพดังกล่าวยิ่งน่าสนใจ

ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ไทยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคประมาณ 674,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยมากกว่า 112,000 ล้านบาทต่อเดือน

ตัวเลขสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันจึงกำลังสะท้อนช่องว่างสำคัญของเศรษฐกิจไทย ด้านหนึ่ง โรงงานในหลายอุตสาหกรรมยังมีกำลังการผลิตเหลือ แต่อีกด้านหนึ่ง ตลาดยังมีการบริโภคและสินค้านำเข้ายังคงเติบโต

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ไทยนำเข้าสินค้ากลุ่ม HS3304 หรือกลุ่มเครื่องสำอาง มูลค่าประมาณ 10,535 ล้านบาท ขณะที่มีการส่งออกประมาณ 9,341 ล้านบาท ทั้งที่ประเทศไทยเองมีผู้ผลิต มีแบรนด์ และมีศักยภาพในการแข่งขันและส่งออกสินค้ากลุ่มนี้

แน่นอนว่า การนำเข้าสินค้าไม่ใช่ “ผู้ร้าย” และไม่ใช่สินค้านำเข้าทุกประเภทที่ประเทศไทยสามารถหรือควรผลิตทดแทนได้ทั้งหมด

เช่นเดียวกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำ ก็ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านสินค้านำเข้าเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ต้นทุน การส่งออก และโครงสร้างการแข่งขันของแต่ละอุตสาหกรรม

แต่เมื่อโรงงานไทยยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่ ขณะที่ตลาดยังมีการซื้อขายและผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อสินค้า ช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

        บางทีตลาดอาจไม่ได้หายไป
        ผู้บริโภคก็ยังไม่ได้หยุดซื้อ
        แต่อาจเป็นเพียงว่า สิ่งที่ผู้บริโภคเลือกซื้อ ไม่ใช่สินค้าไทยในทุกครั้ง

หากเป็นเช่นนั้น โจทย์ของภาคอุตสาหกรรมไทยก็อาจต้องเปลี่ยนจากคำถามเดิมที่ว่า “ประเทศไทยผลิตอะไรได้บ้าง” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “อะไรทำให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่อีกสินค้าชิ้นหนึ่งกลับไม่ถูกเลือก”

ผลสำรวจประชาชน 5,467 คนทั่วประเทศของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ในการเลือกซื้อสินค้าไทย ได้แก่ คุณภาพ 24.55% ราคา 24.12% และความสะดวก 22.06%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเป็น “สินค้าไทย” เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าได้รับการเลือกซื้อ

ในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคยืนอยู่หน้าชั้นวางสินค้า หรือเลื่อนหน้าจอเพื่อเลือกซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นจากสัญชาติของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปรียบเทียบในหลายมิติ

        สินค้าชิ้นไหนมีคุณภาพดีกว่า
        ชิ้นไหนคุ้มค่ากว่า
        ชิ้นไหนน่าเชื่อถือกว่า
        และชิ้นไหนสร้างความรู้สึกว่า “อยากได้” มากกว่า

การแข่งขันในตลาดยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างสินค้า แต่เป็นการแข่งขันระหว่างคุณค่า ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และประสบการณ์ที่ผู้บริโภครับรู้

ตั้งแต่คุณภาพ ราคา มาตรฐาน ดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย การสื่อสารทางการตลาด ไปจนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ ล้วนมีส่วนต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

แม้แต่คำว่า “แหล่งผลิต” ก็สามารถสร้างความคาดหวังให้กับสินค้าได้ เพราะผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมีภาพจำและความเชื่อมั่นต่อคำว่า Made in Thailand, Made in Japan, Made in Germany หรือ Made in Italy แตกต่างกันไป ก่อนที่จะได้ทดลองใช้สินค้าด้วยซ้ำ

        นั่นทำให้การแข่งขันในตลาดไม่ได้เป็นเพียง “สินค้าแข่งกับสินค้า”
        แต่เป็นภาพลักษณ์แข่งกับภาพลักษณ์
        ความเชื่อมั่นแข่งกับความเชื่อมั่น
        และท้ายที่สุด คือความรู้สึก “อยากได้” แข่งกับ “ไม่รู้สึกอะไร”
        นี่อาจเป็นระยะห่างสำคัญระหว่างคำว่า “ผลิตได้” กับคำว่า “ถูกเลือก”

สำหรับประเทศไทย โจทย์ใหญ่ในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการผลิต หรือการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันซื้อสินค้าไทยเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับสินค้าไทยทั้งระบบ เพื่อทำให้สินค้าที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต สามารถแข่งขันและชนะใจผู้บริโภคได้จริง

นั่นหมายถึงการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาคุณภาพ การบริหารต้นทุน ราคา มาตรฐาน ดีไซน์ นวัตกรรม การตลาด การสร้างแบรนด์ ความน่าเชื่อถือ และการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับคำว่า “สินค้าไทย”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนแนวคิด Buy Thai อาจไม่ควรหยุดอยู่เพียงการบอกผู้บริโภคว่า “ช่วยกันซื้อของไทย”

แต่ต้องทำให้สินค้าไทยมีความแข็งแรงมากพอ จนผู้บริโภคเลือกซื้อด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า

“ของชิ้นนี้ดี และฉันอยากได้”

หากประเทศไทยสามารถลดช่องว่างระหว่างคำว่า “ผลิตได้” กับ “ถูกเลือก” ลงได้ กำลังการผลิตที่ยังเหลืออยู่ในโรงงานไทยวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สะท้อนศักยภาพที่ไม่ได้ถูกใช้

แต่อาจกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการฟื้นพลังการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

       ข้อมูลจาก สภาอุสาหกรรมแห่งประเทศไทย
        เรียบเรียงโดย สมศักดิ์ ไม้พรต
Theme images by fpm. Powered by Blogger.