คลังเปิดรายงานเศรษฐกิจ ส.ค. 69 ส่งออกพุ่ง 24.3% บริโภค-ลงทุนฟื้น ดันดัชนีเชื่อมั่นภูมิภาค ก.ย. แกร่ง "EEC-ภาคตะวันออก" โดดเด่น
■ ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งพุ่ง 37.4% นำเข้าสินค้าทุนโต 33.1% สะท้อนสัญญาณฟื้นตัวภาคเอกชน ขณะที่เสถียรภาพการคลังยังแข็งแกร่ง เงินทุนสำรองฯ สูงถึง 2.83 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
■ ดัชนี RSI เดือน ก.ย. 69 บ่งชี้เศรษฐกิจภูมิภาคอีก 6 เดือนข้างหน้าขยายตัวได้ดี นำโดยภาคตะวันออกและ EEC รับปัจจัยหนุนภาคบริการและอุตสาหกรรม
■ จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง "ทิศทางราคาพลังงาน-ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์-มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ"
กรุงเทพฯ : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2569 และดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) ประจำเดือนกันยายน 2569 พบว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า การบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีของการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคในอีก 6 เดือนข้างหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ดีทุกภูมิภาค
ส่งออก-บริโภค-ลงทุน แรงขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจ ส.ค. 69
รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า การส่งออกสินค้าขยายตัวสูงถึง +24.3% (YoY) ในมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าขยายตัว +25.1% (YoY) ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเล็กน้อยที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวตัวได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลใหม่ที่เติบโตสูงถึง +37.4% (YoY) และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น +20.3% (YoY) ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2
สำหรับภาคการลงทุนเอกชนมีสัญญาณบวกชัดเจนจากการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น +33.1% (YoY) และยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ใหม่ขยายตัว +0.7% (YoY) แม้ว่าปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์จะหดตัวเล็กน้อยที่ -1.5% (YoY) ก็ตาม นอกจากนี้ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปรับตัวดีขึ้น +4.4% (YoY) และดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว +2.1% (YoY) ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังมีความมั่นคงสูง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ +2.53% (YoY) เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ +1.44% (YoY) และทุนสำรองทางราชการทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 283.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เจาะลึกเศรษฐกิจภูมิภาค: กทม.-ตะวันออก หนุนบริโภค ภาคเหนือ-กลาง ท่องเที่ยวช่วยพยุง
จากรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการคลังภูมิภาค ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า เศรษฐกิจภูมิภาคได้รับอานิสงส์สำคัญจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี โดยสัดส่วนเศรษฐกิจและปัจจัยขับเคลื่อนแต่ละพื้นที่ มีดังนี้:
กทม. และปริมณฑล (สัดส่วน 47.3% ของเศรษฐกิจภูมิภาค): ได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร
ภาคตะวันออก (สัดส่วน 17.7%): การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในเครื่องมือเครื่องจักรขยายตัวได้ดี แม้การท่องเที่ยวจะชะลอตัวลง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สัดส่วน 10.1%): การบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ภาคใต้ (สัดส่วน 9.0%): การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดี ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว
ภาคเหนือ (สัดส่วน 7.8%): ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี
ภาคกลาง (สัดส่วน 4.7%): ได้รับปัจจัยบวกทั้งจากการบริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร
ภาคตะวันตก (สัดส่วน 3.5%): ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคสินค้าคงทนและการลงทุนภาคเอกชน
ความเชื่อมั่น ก.ย. 69 สดใส: "EEC-ภาคตะวันออก" แชมป์ดัชนีอนาคต 6 เดือนข้างหน้า
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) ประจำเดือนกันยายน 2569 ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า ดัชนีในทุกภูมิภาคยังคงเกินระดับ 50 (สะท้อนแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบัน) โดยได้อานิสงส์จากภาคท่องเที่ยวช่วงปลายฤดูกาล ภาคอุตสาหกรรมตามความต้องการสินค้าโลก และภาคเกษตรที่เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC): ดัชนีอยู่ที่ 76.7 หนุนโดยภาคบริการ (82.3) และภาคอุตสาหกรรม (81.4)
ภาคตะวันออก: ดัชนีอยู่ที่ 76.4 หนุนโดยภาคบริการ (81.2) และภาคอุตสาหกรรม (78.4)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ดัชนีอยู่ที่ 73.5 หนุนโดยภาคเกษตร (80.0) และภาคบริการ (76.1)
ภาคเหนือ: ดัชนีอยู่ที่ 72.9 หนุนโดยภาคอุตสาหกรรม (77.6) และภาคบริการ (77.2)
ภาคใต้: ดัชนีอยู่ที่ 69.3 หนุนโดยภาคบริการ (79.8) และการลงทุน (68.9)
ภาคกลาง: ดัชนีอยู่ที่ 68.9 หนุนโดยภาคอุตสาหกรรม (70.9) และภาคบริการ (70.1)
ภาคตะวันตก: ดัชนีอยู่ที่ 67.6 แนวโน้มชะลอตัวแต่ยังมีปัจจัยหนุนจากการลงทุน (69.1) และภาคเกษตร (69.0)
กทม. และปริมณฑล: ดัชนีอยู่ที่ 62.1 หนุนโดยภาคอุตสาหกรรม (64.6) และการจ้างงาน (62.6)
จับตา 3 ความเสี่ยงภายนอกกระทบการเติบโต
แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นโดยรวมจะอยู่ในทิศทางบวก แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุถึง 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ได้แก่:
■ ทิศทางราคาพลังงาน ในตลาดโลกที่มีความผันผวนและอาจเพิ่มต้นทุนการผลิต
■ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ยังคงเรื้อรังและสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก
■ มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมไทย


