Header Ads

ธนาคารโลกชี้ไทยต้องเร่งเครื่องโต 5.4% ต่อปี หากหวังขึ้นประเทศรายได้สูงปี 2580


ธนาคารโลกเปิดรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ชี้ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตตลอด 35 ปีที่ผ่านมา แต่การก้าวสู่ “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 จำเป็นต้องมีพิมพ์เขียวการพัฒนารูปแบบใหม่ หลังเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยต้องยกระดับการเติบโตของ GDP ต่อหัวให้เฉลี่ย 5.4% ต่อปีในทศวรรษหน้า จากอัตราเฉลี่ยเพียง 2.2% ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

        รายงานระบุว่า นับตั้งแต่การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ครั้งล่าสุดในปี 2534 ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมที่มีรายได้ระดับกลางค่อนล่าง สู่หนึ่งในเศรษฐกิจที่มีพลวัตของภูมิภาค

        ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ไทยสามารถสร้างงานในระบบประเภทลูกจ้างและพนักงานประจำได้ราว 10.7 ล้านตำแหน่ง รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ขณะที่ความยากจนตามเกณฑ์รายได้ 4.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันสำหรับประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างลดลงจนเกือบหมดไป สัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง และการศึกษา สุขภาพ และระบบคุ้มครองทางสังคมช่วยยกระดับการพัฒนามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

        อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกมองว่า ความสำเร็จในอดีตไม่เพียงพอสำหรับโจทย์การพัฒนาขั้นต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยสูญเสียแรงส่งลงอย่างต่อเนื่อง

        ในช่วงปี 2534-2539 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 8% และสามารถสร้างงานในระบบได้ราว 870,000 ตำแหน่งต่อปี ก่อนที่วิกฤตการเงินเอเชียจะส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง หลังจากนั้นการเติบโตในช่วงทศวรรษต่อมาชะลอลงเหลือเฉลี่ย 4.8% และการสร้างงานในระบบลดลงเหลือประมาณ 490,000 ตำแหน่งต่อปี

        หลังวิกฤตการเงินโลก การสูญเสียแรงส่งของเศรษฐกิจไทยยิ่งชัดเจนขึ้น และนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ขณะที่การสร้างงานในระบบมีจำกัด โดยการชะลอตัวเกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งภาคอุตสาหกรรมและองค์ประกอบด้านการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงทุนในทุนกายภาพและทุนมนุษย์ที่อยู่ในระดับจำกัดตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

        แข่งขันด้วยทักษะ-นวัตกรรม แทนแรงงานราคาถูก


        ธนาคารโลกเสนอว่า หัวใจสำคัญของพิมพ์เขียวใหม่คือการ “ยกระดับ” เศรษฐกิจไทย หรือ Upgrading Imperative โดยไทยต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาต้นทุนแรงงานที่ต่ำ ไปสู่การแข่งขันด้วยทักษะ ผลิตภาพ คุณภาพ ความรู้ ความสามารถ และนวัตกรรม

        รายงานชี้ว่า โมเดลการพัฒนาในอดีตของไทยประสบความสำเร็จในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ขยายการส่งออก พัฒนาฐานการผลิต และสร้างงานชนชั้นกลางในระบบ แต่ไทยยังมีความก้าวหน้าค่อนข้างช้าในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เทคโนโลยีใหม่ นวัตกรรม และงานทักษะสูง

        เมื่อค่าจ้างของไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความสำเร็จในการพัฒนาในอดีต ประเทศไทยจึงไม่สามารถแข่งขันโดยอาศัยแรงงานราคาถูกได้เช่นเดิม แต่ต้องแข่งขันด้วยทักษะ ผลิตภาพ คุณภาพ และนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างงานในระบบที่มีค่าจ้างสูง

        ธนาคารโลกยังชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของการส่งออกที่มีการยกระดับมูลค่าเพิ่มของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในระดับจำกัด ขณะที่ผลิตภาพเติบโตต่ำ และภาคบริการที่ใช้ความรู้และทักษะเข้มข้นขยายตัวช้ากว่าหลายประเทศ

        ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่ท้าทายมากขึ้น แต่รายงานระบุว่าปัจจัยด้านนโยบายก็มีส่วนสำคัญ ทั้งการปฏิรูปที่หยุดชะงัก การให้ความสำคัญกับการสร้างผลต่อเนื่องจากการลงทุนและการพัฒนาขีดความสามารถในประเทศที่ยังจำกัด การลงทุนภาครัฐในกิจกรรมส่งเสริมการเติบโต เช่น การวิจัยและพัฒนา หรือ R&D และการศึกษา ที่ยังไม่เพียงพอ รวมถึงประสิทธิภาพการใช้จ่ายที่ลดลง

        ชี้ไทยมี “จุดเก่ง” แต่ยังไม่กระจายสู่คนส่วนใหญ่


        อีกแกนสำคัญของพิมพ์เขียวใหม่คือการเพิ่ม “พลวัต” หรือ Dynamism Imperative เพื่อขยายผลการดำเนินงานระดับสูงจากกลุ่มแนวหน้าไปสู่ฐานที่กว้างขึ้น ทั้งภาคธุรกิจ โรงเรียน และเมือง

        ธนาคารโลกมองว่า บริษัทขนาดใหญ่ของไทยมีระดับผลิตภาพเข้าใกล้ประเทศรายได้สูง โรงเรียนที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับค่อนข้างดี และกรุงเทพมหานครมี GDP ต่อหัวในระดับเทียบเคียงประเทศรายได้สูง

        แต่เมื่อพิจารณาบริษัท โรงเรียน และเมืองอีกประมาณสามในสี่ที่อยู่นอกกลุ่มแนวหน้า ระดับการพัฒนากลับลดลงอย่างชัดเจน สะท้อนปัญหาพลวัตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การเคลื่อนย้ายทางสังคมที่จำกัด และความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตและการสร้างงานคุณภาพสูง

        ในระดับภาคธุรกิจ ไทยมีอัตราการเกิดและเลิกกิจการ หรือ Business Churn ที่อ่อนแอ มีบริษัทจำนวนน้อยที่สามารถเติบโตขยายขนาดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีปัจจัยจากโครงสร้างตลาดที่ผู้ประกอบการเดิมมีตำแหน่งฝังแน่น การแข่งขันจำกัด ภาระด้านกฎระเบียบสูง และการปฏิรูปสถาบันที่ดำเนินไปอย่างช้า

        ส่วนความแตกต่างด้านคุณภาพการศึกษาส่งผลให้การเคลื่อนย้ายทางสังคมต่ำ และยังเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรม การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคสะท้อนนโยบายด้านการคลัง การพัฒนาเชิงพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานที่กระจุกทรัพยากรไว้ในกรุงเทพฯ

        ธนาคารโลกเสนอว่าการปรับสมดุลทรัพยากรไปยังเมืองรองมากขึ้น จะช่วยขยายโอกาสในการสร้างงานออกไปนอกเมืองหลวง

        เป้าหมายปี 2580 ต้องโต 5.4% ต่อปี


        รายงานวางวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่มีการเติบโตอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างงานที่มากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น โดยยึดเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

        แบบจำลองของธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยต้องการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะต้องยกระดับการเติบโตของ GDP ต่อหัวจริงให้เฉลี่ย 5.4% ต่อปีนับจากปี 2568 เป็นต้นไป ขณะที่หากเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 2.2% ตามแนวโน้มการเติบโตล่าสุด ไทยจะไปถึงระดับรายได้สูงช้ากว่ามาก โดยสถานการณ์การเติบโตล่าสุดในแบบจำลองชี้ไปถึงปี 2599

        ทั้งนี้ ธนาคารโลกย้ำว่า ผลการประเมินผลกระทบของการปฏิรูปต่าง ๆ เป็นสถานการณ์เชิงภาพประกอบที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานของการปฏิรูปอย่างทะเยอทะยาน ไม่ใช่การคาดการณ์เศรษฐกิจ โดยผลลัพธ์ที่ประเมินไว้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าการปฏิรูปได้รับการดำเนินการอย่างครบถ้วน และการลงทุน ทุนมนุษย์ และผลิตภาพที่ดีขึ้นสามารถส่งผ่านไปสู่การเติบโตตามความสัมพันธ์ในอดีตได้อย่างกว้างขวาง

        ชู 5 อุตสาหกรรมอนาคต


        รายงานเสนอให้ไทยยกระดับและเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสำคัญ 5 กลุ่ม เพื่อสร้างงานคุณภาพสูงและเพิ่มรายได้ ได้แก่

        
● การผลิตขั้นสูง
        
● บริการดิจิทัล
        
● การท่องเที่ยวยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
        
● อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร
        
● อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

        ทั้ง 5 อุตสาหกรรมได้รับการคัดเลือกจากข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ไทยมีอยู่ บทบาทที่เพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจโลก และศักยภาพในการสร้างงานคุณภาพสูง

        สำหรับภาคการผลิตขั้นสูง ธนาคารโลกวางเป้าหมายให้ไทยมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ขึ้น มีนวัตกรรมมากขึ้น และใช้แรงงานทักษะสูงมากขึ้น โดยสร้างงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออก EV

        แนวทางสำคัญคือเร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุน EV และขยายห่วงโซ่อุปทาน

        ด้านบริการดิจิทัล รายงานเสนอให้ไทยสร้างอุตสาหกรรมที่เปิดกว้างและแข่งขันได้มากขึ้น เพิ่มบทบาทของ ICT ฟินเทค และสตาร์ตอัป ผ่านการลดข้อจำกัดทางการค้าบริการดิจิทัล ปรับปรุงระบบภาษีและช่องทางการออกจากธุรกิจของสตาร์ตอัป เพิ่มแหล่งเงินทุน และปรับปรุงทางเลือกด้านวีซ่าสำหรับผู้ประกอบการ

        สำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ธนาคารโลกเสนอให้ไทยใช้การลงทุนดังกล่าวเป็นเครื่องมือพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศ และปรับทิศทางสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปด้าน AI มากขึ้น

        ขณะที่การท่องเที่ยวควรเปลี่ยนไปสู่โมเดลคุณภาพสูง สร้างงานในระบบให้กระจายตัวมากขึ้นในหลายพื้นที่ และเพิ่มความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยขับเคลื่อนผ่านตลาดการท่องเที่ยวยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

        ส่วนภาคเกษตรและอาหารควรมุ่งเพิ่มผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน ยกระดับรายได้เกษตรกรรายย่อย และสร้างงานที่มีคุณภาพดีขึ้นตลอดห่วงโซ่มูลค่า ขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ควรพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ดิจิทัลและมุ่งการส่งออกมากขึ้น

        รับมือ AI-โลกร้อน-การค้าโลกเปลี่ยน


        ธนาคารโลกระบุว่า การก้าวไปสู่ขั้นต่อไปของการพัฒนาจะขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการรับมือกับ 3 เมกะเทรนด์ของโลก ได้แก่ AI และเทคโนโลยีพลิกผัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง

        ประเทศไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดฮาร์ดแวร์ AI เนื่องจากมีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว และเริ่มมีแรงส่งในกลุ่มสตาร์ตอัปที่นำ AI ไปใช้ โดยเฉพาะฟินเทคและสุขภาพ

        อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจใหม่ที่จัดทำขึ้นเพื่อรายงานฉบับนี้พบว่า การนำ AI มาใช้และการสร้างนวัตกรรม AI ในไทยยังอยู่ในระดับไม่สูง ขณะเดียวกัน การลงทุนใน Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต้องการทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และมีความเสี่ยงที่จะสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องให้เศรษฐกิจภายในประเทศอย่างจำกัด

        รายงานจึงเสนอให้ไทยเพิ่มนวัตกรรม AI และเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ภายในประเทศ รับมือความเสี่ยงจากการทดแทนแรงงานและแรงกดดันต่อทรัพยากร รวมถึงพัฒนากฎระเบียบด้าน AI ให้เข้มแข็งขึ้น

        ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยกำลังเผชิญผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง และน้ำท่วมกับภัยแล้งที่เกิดบ่อยขึ้น ขณะที่ไทยตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

        ธนาคารโลกมองว่า ต้นทุนพลังงานสะอาดที่ลดลง การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการเพิ่มพื้นที่ป่า สามารถช่วยสนับสนุนทั้งการลดการปล่อยก๊าซ ความมั่นคงด้านพลังงาน และประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ พร้อมกันได้

        ขณะที่ด้านการค้า ไทยต้องปรับตัวต่อโลกที่มีการแบ่งแยกทางการค้ามากขึ้น และเศรษฐกิจการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยบริการและการค้าภายในกลุ่มประเทศมากขึ้น โดยการเปลี่ยนผ่านด้านการค้ารอบใหม่ควรพาไทยก้าวข้ามการแข่งขันด้านสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผลิตที่ได้รับการสนับสนุนจากบริการและบริการดิจิทัล เพิ่มความหลากหลายของตลาด และลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีรวมถึงอุปสรรคด้านการค้าบริการ เพื่อสร้างงานค่าจ้างสูงมากขึ้น

        เร่งปฏิรูปธุรกิจ การศึกษา และเมือง


        นอกเหนือจากการเปลี่ยนผ่าน 5 อุตสาหกรรม ธนาคารโลกเสนอการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีก 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างธุรกิจแห่งอนาคต การลงทุนในแรงงานแห่งอนาคต และการสร้างเมืองแห่งอนาคต

        ในด้านภาคธุรกิจ ไทยต้องเพิ่มพลวัตของภาคเอกชน เสริมการแข่งขัน เพิ่มผลต่อเนื่องจาก FDI ขยายการบูรณาการทางการค้า เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs และสตาร์ตอัป และกระจายนวัตกรรมออกจากบริษัทขนาดใหญ่ไปสู่ธุรกิจฐานที่กว้างขึ้น

        รายงานระบุว่า ผลิตภาพรวม หรือ Total Factor Productivity มีส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก จาก 2.2 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2542-2551 เหลือเพียง 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงหลังโควิด-19

        ไทยยังมีอัตราการเกิดบริษัทใหม่ต่ำ ฐานธุรกิจมีอายุมาก และมีบริษัทจำนวนไม่มากที่สามารถขยายตัวได้ ขณะที่บริษัทระดับ “ซูเปอร์สตาร์” ในภาคการผลิต ซึ่งเป็นบริษัท 1% แรกที่มีมูลค่าเพิ่มต่อแรงงานสูงสุด กลับมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าเพิ่มและยอดขายของภาคส่วนนี้

        ธนาคารโลกยังอ้างตัวชี้วัด Product Market Regulation ของ OECD ปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าสภาพแวดล้อมด้านการแข่งขันของไทยยังมีข้อจำกัดเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ย OECD โดยช่องว่างสำคัญอยู่ที่ภาระด้านการบริหารและกฎระเบียบ รวมถึงอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน

        ด้านแรงงานและการศึกษา ไทยต้องยกระดับทักษะพื้นฐาน อาชีวศึกษา และทักษะทางเทคนิค ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้าน STEM และ AI

        แม้ไทยประสบความสำเร็จในการขยายโอกาสเข้าถึงการศึกษา แต่ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้กลับลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยผลการประเมิน PISA ของไทยลดลงอย่างชัดเจนระหว่างปี 2555-2565

        รายงานจึงเสนอให้การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่มุ่งยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา พร้อมเพิ่มความเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน รวมถึงยกระดับการศึกษา STEM ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

        ไทยยังต้องรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยอัตราการเจริญพันธุ์รวมลดลงเหลือเพียง 1.2 ในปี 2567 ซึ่งทำให้ไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำมาก

        ธนาคารโลกเสนอให้ขยายโอกาสในการเพิ่มทักษะใหม่แก่แรงงานตลอดช่วงชีวิต ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีอายุการทำงานที่มีผลิตภาพยาวนานขึ้น ขยายเศรษฐกิจการดูแล เพิ่มการเข้าถึงบริการดูแลเด็ก และสร้างนโยบายลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตรที่มีความสมดุล เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในตลาดแรงงาน พร้อมแก้ไขข้อจำกัดและผลกระทบของการทำงานนอกระบบ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ขยายฐานภาษี และยกระดับคุณภาพงาน

        ปลดล็อกเมืองรอง ลดภาระกรุงเทพฯ


        ด้านการพัฒนาเมือง ธนาคารโลกเห็นว่า ไทยจำเป็นต้องปลดล็อกศักยภาพของเมืองรอง พร้อมปรับเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้มีความน่าอยู่ เชื่อมต่อสะดวก และมีความหนาแน่นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

        รายงานชี้ว่า การขยายตัวของเมืองไทยที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยกรุงเทพฯ เป็นหลัก จนกลายเป็นหนึ่งในกรณีที่มีการกระจุกตัวของเศรษฐกิจและประชากรในเมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

        แม้การเติบโตของกรุงเทพฯ จะเป็นเรื่องราวความสำเร็จ แต่เมืองกำลังเผชิญข้อจำกัดในการขยายตัวอย่างมีผลิตภาพ ท่ามกลางปัญหาการจราจรและความท้าทายของเมืองที่เพิ่มขึ้น

        ธนาคารโลกจึงมองว่า การปลดล็อกการเติบโตของเมืองรองอาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มการเติบโต สร้างงาน และเพิ่มความทั่วถึง โดยไทยควรสร้างเครือข่ายเมืองที่มีบทบาทเสริมกัน พร้อมพัฒนาโครงข่ายคมนาคมระหว่างเมืองเพื่อลดแรงกดดันต่อกรุงเทพฯ

        ชู 10 เรื่อง “ไม่ควรรอ” ต้องเริ่มใน 1-2 ปี


        สำหรับการเดินหน้าสู่วิสัยทัศน์ดังกล่าว ธนาคารโลกเสนอ “10 เรื่องเร่งด่วนที่ไม่ต้องเสียใจภายหลัง” หรือ Ten No-Regrets Priorities ซึ่งคัดเลือกจากมาตรการที่มีผลกระทบสูง มีความเป็นไปได้ในการดำเนินการภายใน 1-2 ปี และมีต้นทุนสูงหากล่าช้า ประกอบด้วย

        ● ใช้การลงทุน Data Center เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ
        
● พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปและทางเลือกด้านวีซ่าสำหรับผู้ประกอบการ
        
● เพิ่มผลต่อเนื่องจากการลงทุน EV และขยายการผลิต EV เพื่อการส่งออก
        
● ขยายการท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อสร้างงานที่ดีขึ้นในภูมิภาคมากขึ้น
        
● ลดข้อจำกัดด้านการค้าบริการดิจิทัล
        
● เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs
        
● ปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจและการลงทุน พร้อมเพิ่มผลต่อเนื่องจาก FDI เพื่อสร้างงานในระบบ
        
● ยกระดับทักษะพื้นฐาน และพัฒนาบุคลากรด้าน STEM และ AI
        
● ผลักดันการเติบโตของเมืองรอง เพื่อสร้างงานคุณภาพนอกกรุงเทพฯ
        
● 
ขยายพลังงานสะอาดและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรองรับการลงทุนสีเขียว

        ธนาคารโลกย้ำว่า การทำให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริงต้องอาศัยการดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ภายใต้ข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง ไทยจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระดมรายได้ภายในประเทศ จัดลำดับความสำคัญและลำดับขั้นตอนของนโยบายให้สอดคล้องกับขีดความสามารถด้านการคลังและสถาบัน

        ขณะเดียวกัน การยกระดับธรรมาภิบาลและสถาบันจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการเพิ่มความโปร่งใส การเสริมความรับผิดชอบ ลดขอบเขตการใช้ดุลพินิจ และเดินหน้าสู่มาตรฐาน OECD อย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีมาตรการช่วยให้แรงงาน ธุรกิจ และภูมิภาคต่าง ๆ สามารถปรับตัวและได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่อย่างทั่วถึง

        สาระสำคัญของรายงานจึงไม่ได้อยู่เพียงการทำให้เศรษฐกิจไทย “โตเร็วขึ้น” แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการเติบโต จากเศรษฐกิจที่เคยขับเคลื่อนด้วยแรงงานต้นทุนต่ำ การลงทุน และการส่งออก ไปสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันด้วยความรู้ ทักษะ เทคโนโลยี นวัตกรรม ผลิตภาพ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น

        โจทย์ของไทยในช่วงทศวรรษต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะเติบโตได้หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะสามารถสร้าง “งานที่มากขึ้นและดีขึ้น” พร้อมยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจ คน และเมือง ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และนำประเทศไปสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ได้หรือไม่

        ที่มา : World Bank Thailand
          อ่านรายงานต้นฉบับคลิก >> BUILDING THAILAND’S FUTURE TODAY


Theme images by fpm. Powered by Blogger.