แรงกดดันสะสม! “เศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ” ชนวนปลุกม็อบอันดับหนึ่ง แต่คน 40% มองยังไม่ถึงเวลาชุมนุมเพิ่มความขัดแย้ง
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งที่ประชาชนมองว่าอาจนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ยังไม่เหมาะสมที่จะมีการชุมนุม สะท้อนความกังวลว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจเพิ่มความขัดแย้งมากกว่าจะเป็นทางออกของประเทศ
การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน ทั้งการสำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม โดยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.65 สนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ขณะที่ร้อยละ 30.02 สนใจและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนร้อยละ 17.15 ไม่ค่อยสนใจ และร้อยละ 8.18 ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง ประชาชน ร้อยละ 69.54 ระบุว่าเป็นปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ มากที่สุด ตามด้วยคดีทางการเมืองและประเด็นฮั้ว สว. ร้อยละ 68.76 และปัญหาความโปร่งใสและการทุจริต ร้อยละ 68.32 ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจและปัญหาความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนจับตามอง
สำหรับมุมมองต่อการชุมนุมทางการเมือง ประชาชนร้อยละ 47.95 เห็นว่าการชุมนุมช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ขณะที่ร้อยละ 46.74 กังวลว่าการชุมนุมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ และร้อยละ 46.48 เห็นว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรง
เมื่อสอบถามถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อสถานการณ์การเมือง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 41.86 เห็นว่าการชุมนุมอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ขณะที่ร้อยละ 24.98 มองว่าจะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น และร้อยละ 18.71 เห็นว่าไม่น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามโดยตรงว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมจะมีการชุมนุมหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 40.56 เห็นว่ายังไม่เหมาะสม ขณะที่ร้อยละ 35.60 เห็นว่าเหมาะสมแล้ว และร้อยละ 23.84 ยังไม่แน่ใจ
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองในปัจจุบันมีแรงกดดันสะสมทั้งจากปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง โดยผลสำรวจสะท้อนว่าการชุมนุมอาจยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้ แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากประชาชนกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือความขัดแย้งมากกว่าจะเป็นทางออก พร้อมมองว่าทุกฝ่ายควรเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน
ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ตัวเลขผู้ที่ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างต่อเนื่องซึ่งมีเพียงร้อยละ 30.02 รวมถึงผู้ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีการชุมนุมร้อยละ 35.60 สะท้อนความเบื่อหน่ายและความสิ้นหวังของประชาชนต่อความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตือนว่าความสงบนิ่งทางการเมืองไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการไม่มีปัญหา หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ความสงบนิ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันที่กระทบต่อความชอบธรรมของรัฐบาลในอนาคตได้


