ผู้ว่าฯ ธปท. เผยเงินเฟ้ออาจพุ่งแตะ 5% หั่นเศรษฐกิจปี 69 เหลือโต 2% รับแรงกระแทกสงครามตะวันออกกลาง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน GovernorConnect ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แต่แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ราว 2% จากแรงขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มจาก 1.6% เป็น 2.6% โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3/2569 หลังโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2570 อาจกลับมาชะลอลงอีกครั้ง หลังผลของมาตรการระยะสั้นทยอยหมดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 3% และอาจเร่งตัวเกินกรอบเป้าหมายแตะระดับ 4-5% ในบางเดือน จากผลของราคาพลังงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์สงคราม ก่อนจะทยอยลดลงเหลือ 1.4% ในปี 2570
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ภาวะเงินเฟ้อรอบนี้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทานและมีลักษณะชั่วคราว ทำให้หลายประเทศรวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังเลือกใช้นโยบาย “look through” โดยยังไม่ปรับดอกเบี้ยทันที แต่ยืนยันว่าจะติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เงินเฟ้อสูงยืดเยื้อจนกระทบกำลังซื้อประชาชน
สำหรับประเด็นดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลสูงในช่วงที่ผ่านมา ธปท. มองว่าเป็นผลจากการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยเดือนเมษายน 2569 ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 7.6 พันล้านดอลลาร์ แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะทยอยดีขึ้นหากสงครามคลี่คลาย และการส่งออกยังมีแนวโน้มเติบโต 12-13% ในปีนี้
ด้านมาตรการเฉพาะจุด ธปท. เดินหน้าลดภาระประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการปรับลดและยกเลิกค่าธรรมเนียมธนาคารรวม 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs โดยจะทยอยมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ถึง 1 ตุลาคม 2569
ขณะเดียวกัน ธปท. ยังเดินหน้าคุมเข้มธุรกรรมทางการเงิน ทั้งการกำกับธุรกรรมทองคำออนไลน์ และการเฝ้าระวังธุรกรรมถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังมาตรการมีผล จำนวนรายการถอนเงินสดลดลง 28% และมูลค่าลดลง 25% จากค่าเฉลี่ยไตรมาสแรก พร้อมเตรียมขยายการกำกับไปยังธุรกรรมฝากและแลกเงินสดวงเงินสูงเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในระบบการเงิน
ส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และ SMEs ธปท. ระบุว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีลูกหนี้เข้าร่วมปรับโครงสร้างหนี้แล้วกว่า 1 แสนบัญชี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 แสนบัญชีภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่โครงการ SMEs Credit Boost มียอดอนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 5,400 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายเป็น 40,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี
นอกจากนี้ ธปท. ยังเตรียมออกแนวทางกำกับสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) หลังพบการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 6 แสนบัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 หวั่นกระทบวินัยการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นหนี้เสียสูงอยู่แล้ว คาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับที่ชัดเจนภายในปลายปี 2569
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย



