Header Ads

“ดีอี-สดช.” ตั้งโต๊ะแจงโครงการ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ยันโปร่งใส-ตามกรอบเวลา ปัดเอื้อทุนการเมืองสีน้ำเงิน


ดีอี จับมือ สดช. แถลงเคลียร์ปมร้อน โครงการ “TH-AI Passport” มูลค่า 1,621 ล้านบาท ยันดำเนินการตามระเบียบกรมบัญชีกลาง โต้เร่งรัดจัดซื้อจัดจ้างช่วงวันหยุด ปฏิเสธปมล็อกสเปกให้กลุ่มทุนใกล้ชิดพรรคการเมืองใหญ่ เดินหน้าเฟสแรก มิ.ย. นี้ ดึงโมเดลเอไอระดับโลกให้ประชาชนใช้ฟรี 12 เดือน ก่อนลุยเฟส 2 ต่อทันทีปีงบประมาณหน้า ตั้งเป้าดันอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยีแตะ 20% ภายในปี 2570

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงกรณีข้อร้องเรียนเรื่องการเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้านบาท ในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ขั้นตอนทั้งหมดเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมและถูกต้องตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ภายใต้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนระบบ AI ของประเทศ และการสร้างฐานข้อมูลภาษาไทยขนาดใหญ่ (LLM)

สำหรับผลการประกวดราคา ผู้ชนะคือ “กิจการร่วมค้าทีเอช” ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยเสนอราคาที่ 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 29 ล้านบาท ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงดีอีได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าบริษัทผู้ชนะมีความสนิทชิดเชื้อหรือเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองสีน้ำเงิน โดยระบุว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และทางกระทรวงฯ พิจารณาคัดเลือกจากเงื่อนไขในขอบเขตของงาน (TOR) เป็นสำคัญ

ด้าน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวเสริมว่า การคัดเลือกผู้ชนะใช้หลักเกณฑ์ Price and Performance โดยให้น้ำหนักกับคะแนนทางเทคนิคสูงถึง 80% และคะแนนราคาเพียง 20% เนื่องจากเป็นงานระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความซับซ้อนสูง จึงจำเป็นต้องได้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพและมีประสบการณ์ในโครงการระดับพันล้านบาทขึ้นไป

ส่วนประเด็นคำถามเรื่องการกำหนดโควตา 5 ล้านสิทธินั้น ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า เป็นการเทียบเคียงสัดส่วนประชากรจากโครงการลักษณะเดียวกันในประเทศสิงคโปร์ โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีความต้องการใช้เอไอ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา กลุ่มคนทำงานแรกเริ่ม (First Jobber) ภาคแรงงาน บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของประชากรเป้าหมายที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวไม่ใช่การให้สิทธิ์ใช้งานฟรีแบบถาวร แต่จะใช้ระบบเครดิตและการอัปเลเวล หากผู้ได้รับสิทธิ์ไม่มีการใช้งาน สิทธิ์จะถูกโอนให้ผู้ส่งรายชื่อสำรองทันที และหากต้องการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันพรีเมียม ผู้ใช้จะต้องเข้าเรียนหลักสูตรอบรม (Upskilling) บนแพลตฟอร์มเพื่อสะสมเครดิต

สำหรับงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์จำนวน 40 ล้านบาท ผ่านป้ายร้านสะดวกซื้อและสื่อต่าง ๆ นั้น ถือว่าเป็นส่วนน้อยแต่มีความจำเป็น เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามาใช้งานให้มากที่สุด และที่โออาร์ก็ระบุไว้เฉพาะจำนวนไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นร้านใดโดยเฉพาะและร้านสะดวกซื้อก็มีหลายเจ้า ซึ่งข้อมูลภาพรวมการใช้งานจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนายุทธศาสตร์ National AI ต่อไป โดยตั้งเป้าหมายสร้างความตระหนักรู้ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานไม่น้อยกว่า 50,000 คน พร้อมจัดกิจกรรม Boot Camp ถ่ายทอดความรู้แก่วิทยากรและผู้สนใจอีกกว่า 4,000 คนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการ “TH-AI Passport” เฟสแรก มีกำหนดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ โดยจะแจกสิทธิให้ประชาชนกลุ่มแรกจำนวน 5 ล้านราย เข้าใช้งานโมเดล AI ระดับพรีเมียมของโลก (เช่น Claude, Gemini, ChatGPT) ฟรีเป็นเวลา 12 เดือน ซึ่งรัฐบาลสามารถเจรจาได้ราคาพิเศษเพียง 27.5 บาทต่อเดือน จากราคาปกติ 600 บาท และเตรียมจะเดินหน้าเฟส 2 ต่อทันทีในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยทำเรื่องของบประมาณปี 2570 ไว้แล้ว 900 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้ใช้งานเพิ่มอีก 5 ล้านคน ตั้งเป้าผลักดันอัตราการใช้ AI ของคนไทย (AI Adoption Rate) ให้พุ่งแตะ 20% ภายในปี 2570 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

        ภาพประกอบจาก : สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

Theme images by fpm. Powered by Blogger.