4 หน่วยงานผนึกกำลัง ตัดวงจรพยาธิใบไม้ตับ ลดตายมะเร็งท่อน้ำดี มุ่งลดติดเชื้อ 6 ล้านคน
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วม
นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน บนพื้นฐานระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ พร้อมย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้ต้องเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเอกสาร แต่ต้องนำไปสู่การลดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ลดการเจ็บป่วย และลดการเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว โดยมีพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเป้าหมายสำคัญ
ปัจจุบันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีถือเป็นวิกฤตสุขภาพระดับชาติ มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 15,000–20,000 ราย โดยเฉพาะในภาคอีสาน มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีรวมกว่า 65,100 รายต่อปี และพบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน ซึ่งเสี่ยงพัฒนาเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต
เป้าหมายความร่วมมือครั้งนี้คือ “ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” ผ่านการลดอัตราติดเชื้อ เพิ่มการคัดกรองและวินิจฉัยระยะต้น เพิ่มโอกาสรอดชีวิต และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคอาหาร โดยเฉพาะค่านิยมการกินอาหารดิบ ควบคู่การจัดการสิ่งแวดล้อม สุขาภิบาล แหล่งน้ำ และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง
ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะขับเคลื่อน 6 มาตรการหลัก ได้แก่
● บูรณาการกลไกจังหวัด–อำเภอ–ท้องถิ่น ผ่านผู้ว่าฯ และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ● เสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการสุขาภิบาล สิ่งปฏิกูล และอาหารปลอดภัย
● ผลักดันมาตรการและข้อบัญญัติท้องถิ่นควบคุมปัจจัยเสี่ยง
● หนุนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และเครือข่ายชุมชน สื่อสารสร้างความตระหนัก
● ประสานความร่วมมือด้านคัดกรอง ป้องกัน รักษา และใช้ข้อมูลวิจัยกำหนดนโยบาย
● พัฒนาระบบติดตามประเมินผล และขยายผลอย่างยั่งยืนในพื้นที่อื่น
รัฐบาลย้ำว่าการบูรณาการทุกภาคส่วนครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ตัดวงจรและหยุดความสูญเสีย” จากภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพคนไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
ที่มา : กระทรวงมหาดไทย PR



