Header Ads

“ชนะ” ในสนามเลือกตั้ง แต่ “แพ้” เสียงในสภา หรือจะเกิดปรากฏการณ์อุบัติซ้ำ?

คอลัมน์ จับกระแสการเมือง / เขียนโดยสมศักดิ์ ไม้พรต / เว็บไซต์โลกธุรกิจ / เผยแพร่ 30 มกราคม 2569

นับถอยหลังจากวันนี้ (30 ม.ค.69) เหลืออีกเพียงไม่กี่วันจะถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะฝากอนาคตไว้กับใครในอีก 4 ปี ข้างหน้า ผลการสำรวจความคิดเห็นของโพลสำนักต่างๆทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องพอให้ได้เห็นทิศทางว่าเสียงส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นไปในทิศทางใด

สิ่งหนึ่งที่ชี้ตรงไปในทางเดียวกันคือทั้งจำนวน สส.ที่คาดการณ์หลังเลือกตั้ง และความนิยมในตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชนยังมีคะแนนนำอยู่ แต่ว่ายังไม่ “นำห่าง”

เมื่อพิจารณาผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดก่อนการเลือกตั้งปี 2569 จาก 3 สถาบันหลัก ได้แก่ ดุสิตโพล, KPIPoll และนิด้าโพล (ดูผลการสำรวจได้ที่ภาพประกอบ) ภาพรวมที่สะท้อนออกมาค่อนข้างสอดคล้องกันในประเด็นสำคัญ นั่นคือ การเมืองไทยยังอยู่ในภาวะ “เปิดเกม” ไม่มีทั้งตัวเต็งนายกรัฐมนตรีที่นำแบบขาดลอย และไม่มีพรรคการเมืองใดครองความนิยมแบบเบ็ดเสร็จ

นายกฯ ในใจประชาชนมีคนคะแนนนำแต่ “ยังไม่แน่”

ทั้ง KPIPoll และนิด้าโพลชี้ตรงกันว่า บุคคลที่ถูกมองว่าน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีมีคะแนนนำเป็นกลุ่ม แต่ สัดส่วนคะแนนรวมยังไม่ถึงจุดสร้างความมั่นใจ ขณะที่ “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” ยังคงมีสัดส่วนสูง สะท้อนความลังเลของประชาชนต่อทางเลือกผู้นำประเทศ

นัยสำคัญคือประชาชน “รู้จักชื่อ” ผู้เล่นหลักแล้ว แต่ยัง “ไม่มั่นใจ” ว่าใครจะพาประเทศออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง

นี่คือสัญญาณว่าการหาเสียงเชิงนโยบายและภาวะผู้นำในช่วงโค้งสุดท้าย จะมีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก

คะแนนพรรคการเมือง “พรรคใหญ่ยังนำ แต่ไม่ขาด”

ผลโพลทั้ง 3 สำนักสะท้อนภาพใกล้เคียงกันว่าพรรคประชาชน ยังคงนำทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย อยู่ในกลุ่มไล่จี้ ขณะที่พรรคขนาดกลางและเล็กยังมีพื้นที่ แต่จำกัด

อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมของพรรคอันดับหนึ่ง ยังไม่แตะระดับแลนด์สไลด์ ซึ่งหมายความว่า การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งยังต้องอาศัย “การผสมพันธ์หลายพรรค” มากกว่าการครองเสียงข้างมากพรรคเดียว

กระแส “อยากเปลี่ยน” แรง แต่ไม่สุดโต่ง

KPIPoll ชี้ชัดว่า เหตุผลอันดับหนึ่งของการตัดสินใจเลือกตั้งคือ “อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศ” แต่ขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากยังเลือกจาก นโยบายพรรคมากกว่าตัวบุคคล และยังมีสัดส่วนที่ “ยังไม่มั่นใจ” สูงพอสมควร สะท้อนว่าความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ ไม่ใช่การเปลี่ยนแบบเสี่ยงหรือสุดขั้ว แต่เป็นการเปลี่ยนที่ “จับต้องได้และไปต่อได้จริง”

ประชามติรัฐธรรมนูญ แม้เห็นชอบมาก แต่ไม่ท่วมท้น

ดุสิตโพลและ KPIPoll ให้ภาพคล้ายกันว่า ผู้เห็นชอบการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญมีสัดส่วนมากกว่า แต่กลุ่มไม่เห็นด้วยและไม่แสดงความเห็นรวมกันยังมีน้ำหนักสูง

ประเด็นที่ประชาชนอยากให้แก้มากที่สุด ได้แก่ ระบบเลือกตั้ง สส. กลไกตรวจสอบฝ่ายการเมือง อำนาจและที่มาขององค์กรอิสระ

นี่สะท้อนว่า “รัฐธรรมนูญ” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ แต่ประชาชนต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนและกระบวนการที่น่าเชื่อถือมากกว่าคำขวัญทางการเมือง

สรุป ณ ตอนนี้ โพลทั้งสามสถานบันไม่ได้ชี้ไปที่ “ผู้ชนะที่ชัดเจน” แต่ชี้ตรงกันว่า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจ  ประชาชนเปิดรับการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่พร้อมฝากอนาคตไว้กับใครแบบไร้เงื่อนไข

สนามเลือกตั้ง 2569  “กระแส” จึงไม่ใช่คำตอบของผลที่จะออกมา แต่เรื่องของความน่าเชื่อถือและนโยบายที่ทำได้จริงก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ชัดเจนแน่นอนจากผลการสำรวจและความเห็นของกูรูการเมืองหลายสำนักต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าพรรคอันดับหนึ่งกับพรรคอันดับสองจะมีคะแนนทิ้งกันไม่ห่าง

นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งยังต้องเป็น “รัฐบาลผสมหลายพรรค”

เมื่อเป็น “รัฐบาลผสมหลายพรรค” จึงไม่ชัวร์ว่าพรรคอันดับหนึ่งจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ปรากฏการณ์  “ชนะ” ในสนามเลือกตั้ง แต่  “แพ้” เสียงในสภา จึงมีโอกาสเกิดให้เห็นอีกครั้งในเร็วๆนี้


Theme images by fpm. Powered by Blogger.