“อีสาน-ตะวันออก” นำขบวน ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค ม.ค. 69 ขยายตัวต่อเนื่อง
กระทรวงการคลังเปิดเผยผลการจัดทำ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนมกราคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมี ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก จากการฟื้นตัวของภาคบริการ การท่องเที่ยว และการลงทุน ขณะที่ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า ดัชนีดังกล่าวจัดทำจากการประมวลผลข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัด จากสำนักงานคลังจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสะท้อนมุมมองผู้ประกอบการและภาคเศรษฐกิจในพื้นที่
สำหรับ ภาคตะวันออก มีดัชนีอยู่ที่ระดับ 78.8 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะภาคบริการและการลงทุน จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่อุตสาหกรรมและแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลให้พื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีดัชนีสูงถึง 83.7
ด้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีดัชนีอยู่ที่ระดับ 74.4 ได้แรงหนุนจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว การขยายตัวของธุรกิจไมซ์ (MICE) รวมถึงการเตรียมความพร้อมจัดงาน มหกรรมพืชสวนโลก พ.ศ. 2569 ควบคู่กับอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูปที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
ภาคเหนือ มีดัชนีอยู่ที่ระดับ 73.0 ได้รับแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับอุตสาหกรรมสู่การผลิตมูลค่าสูง และการเตรียมพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC)
ขณะที่ ภาคใต้ มีดัชนีอยู่ที่ระดับ 69.8 ขับเคลื่อนโดยภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยช่วงเดือนกุมภาพันธ์–กันยายน รวมถึงคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของสภาพอากาศ พฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระมัดระวังมากขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ
ภาคกลาง มีดัชนีอยู่ที่ระดับ 67.5 โดยภาคเกษตรยังเป็นแรงหนุนสำคัญ จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการของจีนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มฟื้นตัวตามมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ด้าน ภาคตะวันตก มีดัชนีอยู่ที่ระดับ 64.1 ได้แรงสนับสนุนจากภาคเกษตรและการลงทุน ตามความต้องการสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอความชัดเจนของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา
ส่วน กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีดัชนีอยู่ที่ระดับ 62.6 ได้แรงหนุนจากภาคบริการและการจ้างงาน แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าหลัก การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้จัดทำ การสำรวจพิเศษเพื่อประเมินผลนโยบาย Quick Big Win ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ พบว่าสามารถบรรลุเป้าหมาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในระยะสั้น โครงการมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ และ ธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน เป็นมาตรการที่ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนมากที่สุด เนื่องจากประชาชนเข้าถึงได้ทั่วถึง เห็นผลรวดเร็วในการลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และยกระดับความเป็นอยู่ รองลงมาคือมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตร (ธงเขียวราคาประหยัด) และมาตรการสนับสนุน SMEs
ขณะที่ในระยะปานกลางถึงระยะยาว มาตรการที่คาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตในภูมิภาคมากที่สุด ได้แก่ มาตรการสนับสนุน SMEs ตามด้วยโครงการมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ และโครงการธงเขียวราคาประหยัด ตามลำดับ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก >> กระทรวงการคลัง : Ministry of Finance



