สนามเลือกตั้ง กทม. แข่งเดือด ใครพลาดอาจแพ้ทั้งกระดาน
คอลัมน์ จับกระแสการเมือง / เขียนโดย สมศักดิ์ ไม้พรต / เว็บไซต์โลกธุรกิจ / เผยแพร่ / 3 มกราคม 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. ทุกครั้งสนามเลือกตั้งหนึ่งที่เป็นที่น่าจับตาและมีการแข่งขันดันดุเดือดทุกครั้งคือสนามเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร หรือ กทม.
ที่สนามเลือกตั้ง กทม.เป็นที่น่าจับตาเพราะ
1.เป็นพื้นที่เมืองหลวงของประเทศที่มีความพร้อมในทุกด้าน ประชากรมีการศึกษา ติดตามและใกล้ชิดกับข่าวสาร ทุกคะแนนเป็นคะแนนที่มาจากความต้องการของผู้ใชสิทธิโดยมีปัจจัยอื่นมาชักจูงให้ตัดสินใจน้อยมาก หรือที่เรียกว่าเป็นคะแนนบริสุทธิ์นั่นเอง
2. กทม.เป็นพื้นที่ที่มีส.ส.จำนวนมาก โดยการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กทม.มีเก้าอี้ สส.ให้ช่วงชิงกันมากถึง 33 ที่นั่ง เรียกว่าถ้าชนะพื้นที่นี้ได้อำนาจการต่อรองทางการเมืองหลังเลือกตั้งจะเพิ่มสูงขึ้น
3.พื้นที่ กทม.ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนยึดครองได้อย่างเบ็ดเสร็จต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงแทบจะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีหลายพรรคที่เคยได้ สส.อย่างเป็นกอบเป็นกำ เช่น ประชากรไทย ไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ พลังธรรม ก้าวไกล แต่ไม่เคยมีใครคุมพื้นที่ได้นาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกระแส ถ้าช่วงนั้นกระแสพรรคไหนมาแรงก็มีโอกาสสูงที่จะคว้าชัยในสนาม กทม.ได้
การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ยังไม่มีพรรคไหนมีแนวโน้มว่าจะยึดพื้นที่ กทม.ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
แม้การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคก้าวไกลจะกวาดเก้าอี้ สส.มาได้เกือบทั้งหมดเหลือให้พรรคเพื่อไทยเพียงแค่เก้าอี้เดียวก็ตาม
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะต่างออกไป
ต่างเพราะกระแสพรรคประชาชนตอนนี้ไม่ได้ดีเท่าพรรคก้าวไกลในตอนนั้น
ต่างเพราะการกลับมาของ อภสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะมาดึงคะแนนจากแฟนคลับที่เคยปันใจให้พรรครวมไทยสร้างชาติเพราะเชียร์ลุงตู่กลับมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ได้มากขึ้น
ต่างเพราะพรรคภูมิใจไทยได้แม่เหล็กอย่าง เอกนัฏ พร้อมพันธ์ เข้ามาช่วยดึงคะแนน
ต่างเพราะเพื่อไทยปรับหมากแก้เกมจากความพ่ายแพ้ครั้งที่แล้วที่หันมาทุ่มเทกับสนาม กทม.มากขึ้น
ทำให้กูรูการเมืองหลายสำนักต่างเห็นพ้องต้องกันว่าผลการเลือกตั้งในแต่ละเขตจะชนะกันแค่หลักพันคะแนนเท่านั้น ไม่มีทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น และเก้าอี้ สส.จะกระจายไปอยู่กับพรรคต่างๆ
ไม่มีพรรคไหนกวาดเรียบ กิบรวบอีกแล้ว
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ตอนนี้ (ย้ำว่าตอนที่เขียน) พรรคประชาชนแชมป์เก่าน่าจะเก้าอี้ สส.หายไปค่อนข้างมาก นักสังเกตการณ์การเมืองประเมินว่าน่าจะอยู่ในระดับ 10 ที่นั่งต้นๆ อาจไม่เกิน 12-13 ที่นั่ง
พรรคเพื่อไทย คาดว่าประมาณ 7-10 ที่นั่ง
พรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้น่าจะปักธงในพื้นที่ กทม.ได้ แนวโน้มอยู่ที่ 4-7 ที่นั่ง
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จากที่เคยสูญพันธุ์ไปในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ครั้งนี้น่าจะได้ประมาณ 2-4 ที่นั่ง
ยังไม่รวมที่พรรคกล้าธรรมอาจสอดแทรกเข้ามาได้ในบางเขตด้วย
ส่วนของจริงผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องรอดู เพราะสถานการณ์ยังพลิกผันได้ โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายใกล้เลือกตั้ง หากพรรคไหนสร้างกระแสเชิงบวกให้พรรคได้ก็มีโอกาสที่จะได้เก้าอี้ ส.ส.เพิ่ม
เหมือนที่พรรคก้าวไกลเคยทำได้มากแล้ว
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรเรื่องคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย
ถ้ากระแสการเมืองพุ่งแรงคนออกมาใช้สิทธิเยอะพรรคที่ขี่กระแสได้ก็มีโอกาสคว้าชัยในสนามกทม.สูง
ดูได้จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่กระแสพรรคก้าวไกลพุ่งแรงสามารถดึงคน กทม.ออกมาใช้สิทธิได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 74.28% โดยมีผู้ออกมาใชสิทธิ ประมาณ 3.3 ล้านคน จากจำนวนผู้มีสิทธิ ประมาณ 4.47 ล้านคน ทั้งที่ค่าเฉลี่ยปรกติคนกทม.จะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเกินครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิไม่มากนัก
สนามเลือกตั้ง กทม.จึงมีโอกาสพลิกได้ทุกเขต โดยเฉพาะในเขตที่ตัวผู้สมัครอยู่ในเกรดเดียวกัน
ที่สำคัญผลการเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. ไม่ใช่เพียงชี้ชะตาเก้าอี้ ส.ส. เมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทิศทางการเมืองระดับประเทศ และน้ำหนักในการต่อรองจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย




