Header Ads

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ลุ้นโตไม่หลุด 2% เครื่องยนต์ใหม่ “AI-Data Center-FDI” ทดแทนกำลังซื้อซึม


ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงอยู่ในภาวะ “ฟื้นตัวแบบเปราะบาง”
 

        แม้ภาพรวมยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่แรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะทำให้การขยายตัวกลับไปสู่ระดับสูง โดยประมาณการของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรอบประมาณ 1.6-2.3% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ “โตต่ำแต่ไม่ถอย” ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่อย่างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เข้ามามีบทบาททดแทนเครื่องยนต์เดิมอย่างการบริโภค การท่องเที่ยว และสินเชื่อที่ยังฟื้นตัวได้จำกัด

        ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานที่มองเศรษฐกิจไทยในเชิงบวกมากที่สุดในกลุ่มหน่วยงานหลัก โดยประเมิน GDP ปี 2569 ขยายตัว 2.3% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม พร้อมคาดเงินเฟ้อทั่วไปที่ 2.8% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.5% ขณะที่ปี 2570 คาดเศรษฐกิจขยายตัว 1.8% โดย ธปท.ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งกว่าที่เคยประเมินจากการส่งออกและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด แต่การฟื้นตัวยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ การส่งออกที่ยังมีแรงส่ง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Data Center และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี มีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่เริ่มทยอยเข้าสู่ระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญยังอยู่ที่ภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเผชิญภาระหนี้และข้อจำกัดด้านสินเชื่อ โดย ธปท.ระบุว่า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ และสินเชื่อ SME ยังหดตัว ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกหนี้ความเสี่ยงสูง

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธปท.มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% โดยประเมินว่าระดับดังกล่าวยังเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านต้นทุน แต่คาดว่าจะลดลงเมื่อแรงกดดันด้านอุปทานคลี่คลาย

ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในกรอบ 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% ลดลงจากการขยายตัว 2.4% ในปี 2568 แต่เป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ค่ากลาง 1.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังมีแรงพยุงจากการส่งออก การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการฟื้นตัวของภาคบริการ แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อภายในประเทศ

ประมาณการของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรอบประมาณ 1.6-2.3% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ “โตต่ำแต่ไม่ถอย” ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่อย่างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เข้ามามีบทบาททดแทนเครื่องยนต์เดิมอย่างการบริโภค การท่องเที่ยว และสินเชื่อที่ยังฟื้นตัวได้จำกัด

หากมองจากภาคเอกชน ภาพกลับมีความระมัดระวังมากกว่า โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประเมิน GDP ปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1.6-2.0% พร้อมคาดเงินเฟ้อในกรอบ 2.5-3.0% สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก ต้นทุนพลังงาน และกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะเดียวกันภาคเอกชนยังมองเห็นโอกาสจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ AI, Data Center และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อเทียบกับมุมมองของสำนักวิจัยธนาคารพาณิชย์ ส่วนใหญ่ก็ยังให้น้ำหนักกับภาพ “โตต่ำแต่มีแรงพยุง” โดยประมาณการ GDP อยู่แถว 1.9-2.0% ไม่ว่าจะเป็น KKP Research, KResearch, SCB EIC และ Krungsri Research ขณะที่หลายสำนักมองสอดคล้องกันว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% มีแนวโน้มทรงตัวตลอดช่วงที่เหลือของปี หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบอย่างรุนแรง

เหตุผลสำคัญคือ แม้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ในระดับต่ำแล้ว แต่การส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงยังมีข้อจำกัด เพราะภาคครัวเรือนมีภาระหนี้สูง ขณะที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้การลดดอกเบี้ยไม่ได้แปลว่าจะเกิดการกู้ยืมและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทันที ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศยังเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

อีกด้านหนึ่งคือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งแม้ยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวไม่รวดเร็วอย่างที่เคยคาดหวัง โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวบางตลาด ทำให้การท่องเที่ยวยังเป็นเพียงแรงสนับสนุน มากกว่าจะเป็นเครื่องยนต์หลักที่สามารถผลักดัน GDP ให้ขยายตัวในระดับสูง

สำหรับมุมมองจากต่างประเทศมีความระมัดระวังมากกว่าไทย โดย IMF ประเมินในรายงาน Article IV ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 1.6% พร้อมมองว่าการบริโภคจะโตเพียง 1.7% และการลงทุนคงที่ขยายตัวเพียง 0.9% สะท้อนข้อจำกัดจากภาวะสินเชื่อและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ขณะที่ข้อมูลประมาณการล่าสุดของ IMF ในเดือนกรกฎาคมยกตัวเลข GDP ไทยปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.9% และเงินเฟ้อ 0.9%

ด้าน World Bank ยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากการค้าโลก หนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยประมาณการก่อนหน้านี้มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวราว 1.6-1.7% พร้อมชี้ว่าไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มบทบาทของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานที่มีคุณภาพ

ขณะที่ OECD ประเมิน GDP ไทยปี 2569 ขยายตัว 1.7% โดยระบุว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันทั้งการค้าและอุปสงค์ภายในประเทศ แม้คาดว่าการส่งออกและอุปสงค์ภายในประเทศจะทยอยฟื้นในช่วงที่เหลือของปีหากห่วงโซ่อุปทานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ OECD ยังเตือนความเสี่ยงจากราคาพลังงาน มาตรการภาษีการค้า และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าความเห็นของแต่ละสำนักแตกต่างกันที่ “ระดับความแรงของการฟื้นตัว” มากกว่าทิศทาง โดยกลุ่มที่มองบวก เช่น ธปท. ให้น้ำหนักกับการส่งออก การลงทุนและกิจกรรมเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะที่ สศช.และภาคเอกชนมองว่าการเติบโตยังถูกจำกัดจากกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่วน IMF, World Bank และ OECD ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและแรงกดดันจากภายนอกมากกว่า

ประเด็นที่น่าจับตาในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า GDP จะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนหรือไม่” เพราะเครื่องยนต์เดิมอย่างการบริโภคภาคครัวเรือน การท่องเที่ยว และสินเชื่อยังทำงานได้ไม่เต็มกำลัง ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่อย่างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี AI, Data Center, EV และ FDI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

หากเครื่องยนต์ใหม่สามารถเร่งตัวได้ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสรักษาการเติบโตในระดับใกล้ 2% และอาจขยับเข้าใกล้กรอบบนของประมาณการ แต่หากเกิดแรงกระแทกใหม่จากราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า หรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ก็มีความเสี่ยงที่การขยายตัวจะไหลลงไปสู่กรอบ 1.5-1.7% ตามมุมมองของสำนักต่างประเทศ

ส่วนเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจจะโตต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันด้านราคาจะต่ำตามไปด้วย เพราะความเสี่ยงในครึ่งปีหลังมาจาก “ต้นทุน” โดยเฉพาะราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นอีก อาจส่งผ่านมายังราคาสินค้าและบริการได้ ขณะที่ ธปท.ประเมินเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ที่ 2.8% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.5% โดยมองว่าแรงกดดันด้านราคาจะทยอยลดลงเมื่อปัจจัยด้านอุปทานคลี่คลาย

ดังนั้น ภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จึงอาจนิยามได้ว่าเป็นภาวะ “โตต่ำแต่ไม่ถอย และกำลังเปลี่ยนเครื่องยนต์” โดยมีการส่งออกและการลงทุนเทคโนโลยีเป็นความหวังใหม่ ขณะที่กำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน SME และการท่องเที่ยวยังเป็นโจทย์ใหญ่ หากภาครัฐสามารถเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เดินหน้าโครงการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น และดึง FDI เข้าสู่ภาคการผลิตที่มีมูลค่าสูงได้ต่อเนื่อง ก็จะช่วยเพิ่มแรงส่งให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

แต่ในทางกลับกัน หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกสะดุด ราคาพลังงานพุ่ง หรือแรงกดดันด้านการค้ารุนแรงขึ้นอีกครั้ง เศรษฐกิจไทยจะมี “กันชน” จำกัด เพราะเครื่องยนต์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรงเต็มที่

ท้ายที่สุด ตัวเลข GDP ราว 2% อาจดูเหมือนเศรษฐกิจยังเดินหน้า แต่โจทย์สำคัญกว่าคือ การเติบโตดังกล่าวกระจายไปถึงประชาชนและธุรกิจฐานรากมากน้อยเพียงใด เพราะหากการขยายตัวกระจุกอยู่เฉพาะในภาคส่งออก เทคโนโลยี และบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ครัวเรือนและ SME ยังเผชิญภาวะหนี้สูงและสินเชื่อตึงตัว เศรษฐกิจไทยก็อาจยังอยู่ในภาวะ “โตแต่ไม่ทั่วถึง” ต่อไป แม้ตัวเลข GDP จะยังเป็นบวกก็ตาม

Theme images by fpm. Powered by Blogger.