Header Ads

ไม่จบแค่น้ำลด! เศรษฐกิจเสียหายหมื่นล้าน กระทบ SMEs - ความสามารถชำระหนี้ - กำลังซื้อ


สถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี หลังพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมถึงหลายจังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภูมิภาคอื่น ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่งผลให้การเดินทาง การค้าขาย การให้บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนต้องหยุดชะงัก 

แม้สถานการณ์ใน กทม. ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายและภาครัฐคาดว่าน้ำจะทยอยลดลงภายในไม่กี่วันหากไม่มีฝนตกหนักซ้ำ แต่โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ “ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่แท้จริง” ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ทั้งหมดในขณะนี้

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดว่า ในกรณีฐานจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี โดยมีกรอบประมาณการตั้งแต่ 5,896–20,635 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่ได้รับผลกระทบและระยะเวลาที่กิจกรรมเศรษฐกิจหยุดชะงัก ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ สินค้าคงคลัง เครื่องจักร และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะต้องรอสำรวจหลังน้ำลดจึงจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น

ที่น่าสนใจคือ กทม.เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงสุด โดย ม.หอการค้าไทยประเมินไว้ประมาณ 7,014 ล้านบาท หรือ 57% ของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการค้าและบริการที่พึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน 

ขณะที่ 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม มีความเสียหายรวมประมาณ 1,839 ล้านบาท ทำให้เฉพาะ กทม. และปริมณฑลมีมูลค่าความเสียหายจากกิจกรรมเศรษฐกิจประมาณ 8,853 ล้านบาท 

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในกรอบที่แตกต่างออกไป โดยคาดว่าผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจจากน้ำท่วม กทม. ปริมณฑล และหลายจังหวัดในระยะประมาณ 3–7 วัน อยู่ที่ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP โดยมองว่าความเสียหายในระยะแรกส่วนใหญ่เป็น “Temporary Disruption” หรือการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายถาวรต่อฐานการผลิต

ด้านกสิกรไทย มองว่ากลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ค้าปลีก ร้านอาหาร ภาคบริการ การเดินทาง และ SMEs รวมถึงแรงงานรายวันที่สูญเสียรายได้จากการไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนอาจได้รับการชดเชยในภายหลัง เพราะการบริโภคบางประเภทเพียงถูกเลื่อนออกไป ไม่ได้หายไปอย่างถาวร เช่น ผู้บริโภคที่ไม่สามารถออกไปรับประทานอาหารหรือซื้อสินค้าในช่วงน้ำท่วม อาจกลับมาใช้จ่ายเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

หากระบบระบายน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกเยียวยายังไม่สามารถลดความเสียหายได้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจจาก “น้ำท่วมซ้ำซาก” ในอนาคตอาจสูงกว่าความเสียหายที่กำลังประเมินอยู่ในวันนี้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกด้านหนึ่ง การประเมินของ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช จากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งใช้พื้นที่และช่วงเวลาประเมินแตกต่างกัน สะท้อนภาพความเสียหายในระดับประเทศสูงขึ้น โดยประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมทั่วประเทศเบื้องต้นอย่างน้อยประมาณ 11,000 ล้านบาท และเตือนว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ตัวเลขมีโอกาสเพิ่มขึ้น พร้อมประเมินผลกระทบต่อ GDP ไตรมาส 3 ประมาณ 0.5% และอาจกระทบอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งปีประมาณ 0.3%

ความแตกต่างของตัวเลขจากแต่ละสำนักจึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นความขัดแย้งด้านข้อมูล เพราะแต่ละการประเมินใช้ พื้นที่ ช่วงเวลา และนิยามของ “ความเสียหาย” แตกต่างกัน 

ตัวเลข 12,283 ล้านบาทของ ม.หอการค้าไทย เป็นการประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบในช่วง 5 วัน ขณะที่กสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิในกรอบ 3–7 วัน ส่วนการประเมินของ ม"รังสิตครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า ตัวเลขเหล่านี้จึงควรใช้เป็น “กรอบประมาณการ” มากกว่านำมาบวกกันเป็นยอดความเสียหายเดียว

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้คือ ความเสียหายรอบสอง 

เมื่อน้ำลด ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้สิ้นสุดลงทันที แต่จะเปลี่ยนจากการสูญเสียรายได้ในช่วงน้ำท่วมไปเป็นต้นทุนการฟื้นฟู ทั้งบ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร อุปกรณ์ และสินค้าคงคลัง รวมถึงค่าใช้จ่ายของธุรกิจในการกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง 

กสิกรไทยเตือนว่าครัวเรือนและธุรกิจที่มีภาระหนี้สูง เงินออมจำกัด หรือเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก จะมีความสามารถรองรับแรงกระแทกดังกล่าวต่ำกว่ากลุ่มอื่น

โดยเฉพาะ SMEs และแรงงานนอกระบบ ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง เพราะรายได้อาจหยุดทันที แต่รายจ่ายประจำยังเดินต่อ ทั้งค่าเช่า ค่าจ้าง ค่างวดหนี้ และต้นทุนในการกลับมาเปิดกิจการ หากฟื้นตัวไม่ทันอาจนำไปสู่ปัญหากระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่องในช่วง 1–3 เดือนหลังน้ำลด

ผลกระทบอีกด้านคือ โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน 

แม้โรงงานจะไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่หากแรงงานเดินทางไม่ได้ รถขนส่งเข้าออกไม่ได้ หรือวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ก็สามารถทำให้การผลิตสะดุดตามไปด้วย โดยกสิกรไทยระบุชัดว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อและลุกลามเข้าสู่โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือระบบขนส่งที่สำคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ภาพปัจจุบันยังแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมาก เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณความเสียหายต่อฐานการผลิตในวงกว้างในลักษณะเดียวกับครั้งนั้น 

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม ณ วันที่ 28 กันยายน ระบุว่ามีสถานประกอบการได้รับผลกระทบใน 40 จังหวัด 1,267 ราย ประกอบด้วยโรงงาน 52 แห่ง SMEs 1,162 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 51 ราย โดยเป็นตัวเลขความเสียหายเบื้องต้นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจ ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งหมด

อีกสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนผลกระทบของน้ำท่วมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจคือภาคการบิน แม้สนามบินสุวรรณภูมิยังเปิดให้บริการ แต่ปัญหาการเดินทางของเจ้าหน้าที่และสภาพการจราจรทำให้การปฏิบัติงานบางส่วนติดขัด โดยการบินไทยต้องปรับลดเที่ยวบินชั่วคราวเพื่อจัดการกับปัญหาการปฏิบัติการและสัมภาระตกค้าง หลังฝนตกหนักและน้ำท่วมในกรุงเทพฯ

หากมองไปข้างหน้า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่ที่ GDP เพียงอย่างเดียว แต่คือ ต้นทุนการปรับตัวของภาคเอกชนและภาครัฐ เพราะหากเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงเกิดถี่ขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในระบบป้องกันน้ำ เครื่องสูบน้ำ พื้นที่เก็บสินค้า การสำรองวัตถุดิบ ระบบโลจิสติกส์สำรอง และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ขณะที่ครัวเรือนอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการป้องกันและซ่อมแซมทรัพย์สิน รวมถึงต้นทุนด้านประกันภัยที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ยิ่งสะท้อนว่าความเสี่ยงจากน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงปัญหาท้องถิ่น แต่สามารถกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้ World Bank ประเมินความเสียหายและความสูญเสียจากมหาอุทกภัยปี 2554 ไว้สูงถึงประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท โดยภาคการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนัก และปัญหายังลุกลามผ่านห่วงโซ่อุปทานไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดดิสก์

สำหรับน้ำท่วมปลายเดือนกันยายน 2569 ตัวเลขความเสียหายระดับ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือกรณีฐาน 12,283 ล้านบาท ควรถือเป็นเพียง “ต้นทุนระลอกแรก” จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก ไม่ใช่ยอดความเสียหายสุดท้าย เพราะยังต้องรอการสำรวจทรัพย์สินและผลผลิตที่เสียหาย ตลอดจนประเมินผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจและแรงงานหลังน้ำลด

โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงอยู่ที่ว่า น้ำจะลดเร็วแค่ไหน และเศรษฐกิจจะกลับมาเดินได้เร็วเพียงใด หากสถานการณ์คลี่คลายภายในไม่กี่วัน ผลกระทบส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็นเพียงการชะลอตัวชั่วคราว แต่หากน้ำท่วมยืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4 หรือกระทบพื้นที่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ความเสียหายจะขยับจาก “รายได้ที่หายไปชั่วคราว” ไปสู่ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง” ซึ่งอาจกระทบทั้งกำลังซื้อ ภาคธุรกิจ สินเชื่อ และการลงทุนในระยะต่อไป

น้ำท่วมครั้งนี้จึงอาจไม่ได้สร้างบาดแผลใหญ่ต่อ GDP ในทันที แต่กำลังทดสอบความสามารถของกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจไทยในการรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว หากระบบระบายน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกเยียวยายังไม่สามารถลดความเสียหายได้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจจาก “น้ำท่วมซ้ำซาก” ในอนาคตอาจสูงกว่าความเสียหายที่กำลังประเมินอยู่ในวันนี้อย่างมีนัยสำคัญ

Theme images by fpm. Powered by Blogger.