Header Ads

ไทยกลับสู่ “เรดาร์นักลงทุน” จริงหรือ? ตัวเลข 1.37 ล้านล้าน ต้องพิสูจน์ด้วย “เงินลงทุนจริง”


คำประกาศของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล บนเวทีที่นครนิวยอร์ก ซึ่งจัดโดย Jefferies Group LLC ว่า “ไทยกำลังกลับสู่จอเรดาร์นักลงทุน” มีตัวเลขบางส่วนรองรับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่พุ่งขึ้นถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ครอบคลุม 877 โครงการ

แต่หากมองในมุมของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “ไทยอยู่บนเรดาร์หรือไม่” หากเป็นว่า ไทยอยู่ในเรดาร์ระดับใด และนักลงทุนพร้อมเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นการตัดสินใจลงทุนจริงแล้วหรือยัง

สำหรับนักลงทุน การ “มองเห็นประเทศไทย” กับการ “นำเงินมาลงทุนในประเทศไทย” เป็นคนละเรื่องกัน

ตัวเลข 1.37 ล้านล้านบาทเป็นสัญญาณบวก แต่ยังไม่ใช่เงินลงทุนจริงที่ไหลเข้าประเทศ

สิ่งแรกที่ต้องแยกให้ชัดคือ “ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนไม่ใช่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดในทันที”

ตัวเลข 1.37 ล้านล้านบาทสะท้อนว่า บริษัทต่างชาติยื่นโครงการเข้ามาเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุน และแสดงถึง “pipeline” หรือโครงการที่กำลังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจและดำเนินการ แต่กว่าจะกลายเป็นโรงงาน Data Center ศูนย์วิจัย หรือฐานการผลิตจริง ยังต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติ การจัดหาเงินทุน การซื้อที่ดิน การขอใบอนุญาต การก่อสร้าง ตลอดจนการเริ่มดำเนินธุรกิจ

ดังนั้น ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็น หลักฐานว่าความสนใจของนักลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเงินทุนต่างชาติ 1.37 ล้านล้านบาทได้ไหลเข้าประเทศแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุน FDI ครึ่งแรกของปีนี้กระจุกตัวอย่างมากในธุรกิจดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center, Data Hosting และ Cloud Services รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สำหรับ Data Center ชิ้นส่วนยานยนต์ และวัสดุขั้นสูง

นี่เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะหมายความว่า นักลงทุนไม่ได้มองไทยเพียงในฐานะฐานการผลิตแบบเดิม แต่กำลังมองไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็รายงานว่าในเดือนกรกฎาคม เศรษฐกิจได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ของโลก ขณะที่การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัว

แล้วนักลงทุนใช้ “เรดาร์” อะไรตรวจประเทศไทย?

สำหรับนักลงทุนระดับโลก การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำเชิญของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประเมินหลายมิติพร้อมกัน

หนึ่งคือเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน

ประเทศไทยมีจุดแข็งในเรื่องเสถียรภาพภายนอกประเทศอย่างชัดเจน ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 280,074 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นี่เป็น “กันชน” สำคัญในสายตานักลงทุน เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตภายนอกและความผันผวนของตลาดการเงิน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนไม่ได้ดูเฉพาะทุนสำรอง หากยังดูแนวโน้มการเติบโต หนี้ภาคครัวเรือน ความสามารถในการชำระหนี้ ภาระการคลัง และพื้นที่สำหรับใช้นโยบายเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

OECD ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพด้านมหภาคโดยรวม แต่ยังมีความเสี่ยงจากหนี้ภาคเอกชนและการเติบโตที่ชะลอลง ขณะที่การเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง

สองคือต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน

นักลงทุนไม่ได้ถามเพียงว่า “รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์อะไร” แต่ถามว่า ผลิตที่ประเทศไทยแล้วแข่งขันกับเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือประเทศอื่นได้หรือไม่

ต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าแรง ที่ดิน โลจิสติกส์ ภาษี ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนปฏิบัติตามกฎระเบียบ และต้นทุนแรงงานทักษะสูง ล้วนอยู่ในสมการเดียวกัน

OECD ชี้ว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และ FDI ที่เข้ามาในช่วงปี 2015–2023 เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจยังต่ำกว่ามาเลเซียและเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ

นี่คือเหตุผลว่าเหตุใด สิทธิประโยชน์ BOI อย่างเดียวไม่สามารถทำให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายการลงทุนโดยอัตโนมัติ

สามคือกฎระเบียบต้องง่ายและคาดการณ์ได้

นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญกับคำถามว่า

วันนี้ลงทุนได้ แต่พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่?

หากขั้นตอนอนุมัติใบอนุญาตซับซ้อน ใช้เวลานาน กฎหมายหลายฉบับทับซ้อนกัน หรือมีข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติ นักลงทุนจะนำความเสี่ยงเหล่านี้ไปคิดเป็นต้นทุนทันที

OECD ระบุว่าไทยยังมีข้อจำกัดด้าน FDI ในหลายภาคธุรกิจ และเห็นว่าการลดข้อจำกัดบางส่วน โดยเฉพาะในบริการดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะ เทคโนโลยีลดคาร์บอน และโลจิสติกส์ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนได้

ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนคำว่า “Ease of Doing Business” จากนโยบายให้กลายเป็นประสบการณ์จริงของนักลงทุน สิ่งที่ต้องลดไม่ใช่เพียงจำนวนเอกสาร แต่ต้องลด เวลา ความไม่แน่นอน และต้นทุนในการทำธุรกิจ

สี่คือโครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่

จุดนี้ประเทศไทยมีโอกาสค่อนข้างชัดเจน

การลงทุนใหม่จำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ Data Center, Cloud, AI และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไทยมีฐานอุตสาหกรรมเดิม ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์อยู่แล้ว

แต่เศรษฐกิจยุค AI กำลังทำให้คำว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” เปลี่ยนความหมาย

นักลงทุนต้องการ ไฟฟ้าที่เพียงพอ มีเสถียรภาพ ราคาแข่งขันได้ และมาจากแหล่งพลังงานที่ตอบโจทย์ ESG รวมถึงน้ำ ระบบส่งข้อมูล ความเร็วอินเทอร์เน็ต ที่ดิน และระบบโลจิสติกส์

กรณี Data Center จึงเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลไทย เพราะการดึงโครงการเข้ามาอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ไทยจะจัดสรรไฟฟ้าและน้ำอย่างไร โดยไม่สร้างต้นทุนให้ภาคเศรษฐกิจอื่นในอนาคต

การที่รัฐบาลกำลังทบทวนหลักเกณฑ์ Data Center ในประเด็นการใช้พลังงานและน้ำจึงควรมองว่าเป็นการปรับสมดุลระหว่าง “ดึงการลงทุน” กับ “ความยั่งยืนของทรัพยากร” มากกว่าจะเป็นเพียงมาตรการส่งเสริมการลงทุน

ห้าคือนักลงทุนต้องเห็น “คน” ที่พร้อมทำงานกับธุรกิจยุคใหม่

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดแต่พูดถึงน้อยที่สุด

หากไทยต้องการดึง AI, Semiconductor, Advanced Electronics, EV, Robotics หรือ Bio-technology ไทยต้องมีแรงงานที่มีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมเหล่านี้

World Bank ระบุว่าในระยะต่อไป ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะขึ้นกับทักษะ ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้น ไม่ใช่การแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานต่ำเพียงอย่างเดียว พร้อมเสนอให้เร่งพัฒนาทักษะอาชีวศึกษา AI เทคโนโลยี วิศวกรรม และ STEM

ดังนั้น หากบริษัทต่างชาติลงทุน 1 หมื่นล้านบาท แต่ต้องนำวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพราะหาแรงงานทักษะในประเทศไม่ได้ ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการลงทุนย่อมไม่เต็มศักยภาพ

สำหรับนักลงทุน การ “มองเห็นประเทศไทย” กับการ “นำเงินมาลงทุนในประเทศไทย” เป็นคนละเรื่องกัน ตัวเลข 1.37 ล้านล้านบาทเป็นสัญญาณบวก แต่ยังไม่ใช่เงินลงทุนจริงที่ไหลเข้าประเทศสิ่งแรกที่ต้องแยกให้ชัดคือ “ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนไม่ใช่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดในทันที”

หกคือนักลงทุนต้องเห็น “ตลาด” ไม่ใช่เพียงฐานผลิต

ข้อได้เปรียบของไทยคือการอยู่ใจกลางอาเซียนและมีฐานการผลิตเดิมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

แต่ประเทศไทยต้องทำมากกว่าการบอกว่า “ไทยเป็น Gateway”

ต้องตอบให้ได้ว่า Gateway ไปไหน และเชื่อมอย่างไร

การมี FTA ที่ครอบคลุม การเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน ระบบศุลกากรที่รวดเร็ว โลจิสติกส์ที่แข่งขันได้ และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าบริการ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของบริษัทข้ามชาติ

World Bank เองเสนอให้ไทยเพิ่มการเปิดเสรีทางการค้า ลดอุปสรรคด้านบริการและภาคเกษตร พัฒนาทุนมนุษย์ ปรับปรุงบรรยากาศการลงทุน และเร่ง Digital Transformation เพื่อเพิ่มผลิตภาพ

เจ็ดคือ นักลงทุนต้องมั่นใจว่า “กำไรในอนาคต” จะไม่ถูกกินด้วยความเสี่ยง

สุดท้าย นักลงทุนไม่ได้ลงทุนเพราะรักประเทศไทย แต่ลงทุนเพราะคำนวณแล้วว่า ผลตอบแทนที่คาดหวังสูงกว่าความเสี่ยง

นี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องตอบโจทย์ให้ได้ในระยะยาว

เพราะแม้ไทยมีทุนสำรองสูง มีโครงสร้างพื้นฐานดี และมีฐานอุตสาหกรรมแข็งแรง แต่ถ้าเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคู่แข่ง ผลิตภาพไม่เพิ่ม กฎระเบียบซับซ้อน แรงงานขาดทักษะ ห่วงโซ่อุปทานใหม่เกิดในประเทศคู่แข่ง และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนลดลง นักลงทุนก็สามารถเปลี่ยนจุดหมายได้

World Bank ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.6% ก่อนฟื้นขึ้นในปี 2570 เมื่อการลงทุนและ FDI ในอุตสาหกรรมใหม่เริ่มแปลงเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง

นั่นหมายความว่า โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การดึง FDI เข้ามาให้ได้ แต่คือการทำให้ FDI ที่ประกาศหรือยื่นขอเข้ามา “เกิดขึ้นจริง” และสร้างผลิตภาพใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

จาก “เรดาร์” สู่ “เงินลงทุนจริง” ต้องผ่านด่านอะไร?

หากจะวัดว่าประเทศไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุนอย่างยั่งยืนหรือไม่ อาจต้องเปลี่ยนจากการวัด “ยอดคำขอ” ไปสู่ตัวชี้วัดที่จับต้องได้มากขึ้น ได้แก่

        จากคำขอส่งเสริม สู่ การอนุมัติ
        จากการอนุมัติ สู่ การลงทุนจริง
        จากการลงทุนจริง สู่ การจ้างงานและการผลิตจริง
        จากการผลิต สู่ การส่งออกและรายได้เข้าประเทศ
        จาก FDI สู่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทไทย
        จากการลงทุนต่างชาติ สู่ การเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย
        จากโครงการขนาดใหญ่ สู่ การสร้าง Supply Chain ในประเทศ
        จากเงินลงทุน สู่ การสร้างธุรกิจและงานที่มีค่าจ้างสูงขึ้น

World Bank มองเช่นเดียวกันว่าไทยจำเป็นต้องทำให้เกิดการเชื่อมโยงจาก FDI ไปสู่บริษัทไทย การค้า นวัตกรรม และการขยายตัวของธุรกิจในประเทศ เพื่อให้การลงทุนต่างชาติสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่ “ขายประเทศไทย” แต่ต้อง “เปลี่ยนประเทศไทย”

คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ธุรกิจจริง” จึงเป็นประโยคที่สำคัญที่สุดของการเดินทางไปพบนักลงทุนครั้งนี้

เพราะการเชิญนักลงทุนเข้าประเทศทำได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้นักลงทุนตัดสินใจลงนาม ทำให้โครงการก่อสร้างจริง เดินเครื่องจริง จ้างงานจริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยจริง

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำจึงมีอย่างน้อย 5 เรื่อง คือ ลดกฎระเบียบและเวลาการอนุมัติ เพิ่มทักษะแรงงาน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ปรับกติกา FDI ให้แข่งขันกับคู่แข่งในอาเซียน และสร้างระบบติดตามโครงการลงทุนตั้งแต่คำขอจนถึงเงินลงทุนจริง

ทั้งหมดนี้ต้องทำควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว นักลงทุนไม่ได้ตัดสินประเทศไทยจากสุนทรพจน์บนเวทีนิวยอร์ก แต่ตัดสินจากตัวเลขผลตอบแทน ต้นทุน ความเสี่ยง กฎกติกา คุณภาพแรงงาน และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังจากเซ็นสัญญา

ดังนั้น หากถามว่า “ไทยกลับเข้าสู่จอเรดาร์นักลงทุนแล้วหรือยัง?”

ข้อมูลล่าสุดบอกได้ว่า มีสัญญาณว่าความสนใจของนักลงทุนต่างชาติต่อไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมใหม่ แต่การจะบอกว่าไทยกลับมาเป็น “จุดหมายการลงทุนที่แข่งขันได้อย่างเต็มรูปแบบ” ยังต้องรอดูขั้นตอนต่อไปว่าเงินลงทุนตามคำขอ 1.37 ล้านล้านบาทจะเปลี่ยนเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด

เรดาร์จึงอาจเปิดไฟแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ต่อจากนี้ คือทำให้นักลงทุน “ล็อกพิกัดประเทศไทย” และเดินทางมาลงทุนจริง

OECD ก็ชี้ตรงกันว่าไทยยังมีโจทย์ด้านผลิตภาพ การแข่งขัน กฎระเบียบ การดึง FDI และการลดระบบราชการ ขณะที่ World Bank มองว่าการยกระดับเทคโนโลยี ทักษะ นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขันเป็นหัวใจของการเติบโตระยะต่อไป

        *เนื้อหาโดย ... กองบรรณาธิการเว็บไซต์ โลกธุรกิจ
          *ภาพประกอบจาก : รัฐบาลไทย 
Theme images by fpm. Powered by Blogger.