Header Ads

ส่องนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ทำได้จริงหรือแค่เปลี่ยนขั้นตอน


การที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หยิบปัญหาการทุจริตขึ้นมาเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของรัฐบาล และผลักดันโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ถือเป็นความพยายามเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “รอจับทุจริต” มาเป็นการ “ปิดช่องทุจริตตั้งแต่ต้นทาง” เพราะการทุจริตจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เจ้าหน้าที่เรียกรับเงิน แต่เกิดตั้งแต่การออกแบบกระบวนการทำงานที่เปิดช่องให้เกิดการต่อรอง การใช้ดุลพินิจ หรือการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มาติดต่อราชการ

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ปี 2568 อยู่ที่ 33 คะแนน และผลสำรวจภาคเอกชนร้อยละ 89.1 มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในระดับปานกลางถึงมาก

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโจทย์ไม่ได้เล็ก และไม่สามารถแก้ได้ด้วยการตั้งคณะกรรมการหรือออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว

จุดแข็งของนโยบายอยู่ที่ “เลือกแก้เป็นจุด”

รายละเอียดของโครงการถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะไม่ได้กำหนดให้ทุกกรมต้องรื้อระบบราชการทั้งหมดในคราวเดียว แต่ให้เลือกงานหรือกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริตขึ้นมาแก้ไข

ในระยะแรกมี 24 หน่วยงานนำร่อง ให้คัดเลือกงาน 1–5 งาน เช่น การอนุมัติ อนุญาต การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี และการต่ออายุใบอนุญาต แล้ววิเคราะห์จุดเสี่ยง วางมาตรการป้องกัน และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยตั้งเป้าให้เห็นผลภายใน 6 เดือน

ที่สำคัญ แนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน เพราะ ก.พ.ร. วางกรอบโครงการมาตั้งแต่ต้นปี โดยกำหนดหลักเกณฑ์ 5 ด้านในการเลือกงาน ได้แก่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม จำนวนผู้ใช้บริการ ความเสี่ยงต่อการทุจริต การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และจำนวนข้อร้องเรียนจากประชาชน

ดังนั้น หากถามว่า “ทำได้จริงหรือไม่” คำตอบในระดับแรกคือ ทำได้

การลดขั้นตอน การกำหนดระยะเวลาบริการ การเปิดสถานะงานให้ประชาชนติดตาม การยื่นคำขอทางออนไลน์ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเปิดเผยข้อมูล ล้วนเป็นสิ่งที่ภาครัฐสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องรอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างราชการครั้งใหญ่

แต่คำว่า “ไร้เทา” คือส่วนที่ยาก...ปัญหาอยู่ตรงนี้

การทำให้กระบวนการราชการ “โปร่งใสขึ้น” กับการทำให้หน่วยงาน “ไร้สีเทา” เป็นคนละเรื่องกัน

หากต้นเหตุอยู่ที่กฎหมายหรือระเบียบที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจสูง การนำระบบดิจิทัลเข้ามาอาจลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าดุลพินิจจะหายไป

ในทางกลับกัน หากเปลี่ยนจากการเจรจาหน้าเคาน์เตอร์ไปเป็นการใช้ระบบออนไลน์ แต่เจ้าหน้าที่กลุ่มเดิมยังเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ และหลักเกณฑ์ยังคลุมเครือ ช่องว่างก็อาจไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น

นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่า จะกล้าลงไปถึง “ต้นเหตุ” หรือจะหยุดอยู่ที่การปรับขั้นตอนให้ดูทันสมัยขึ้น

ตามกรอบเวลา 6 เดือนถือว่าเหมาะสำหรับการวัดว่า “กระบวนการเปลี่ยนหรือไม่” แต่สั้นเกินไปหากจะใช้เป็นหลักฐานว่า “การทุจริตลดลงแล้ว”

สิ่งที่รัฐบาลควรทำให้ประชาชนเห็นภายใน 6 เดือนจึงไม่ใช่เพียงรายงานว่าแต่ละกรมดำเนินการไปถึงขั้นไหน แต่ควรมีตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น

ขั้นตอนลดลงกี่ขั้น

ระยะเวลาการให้บริการลดลงกี่เปอร์เซ็นต์

จำนวนครั้งที่ประชาชนต้องพบเจ้าหน้าที่ลดลงเท่าใด

งานประเภทใดเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์

ข้อมูลใดเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้

การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ลดลงอย่างไร

จำนวนข้อร้องเรียนก่อนและหลังการปรับระบบเปลี่ยนแปลงอย่างไร

มีกรณีใดที่ระบบใหม่สามารถป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดการทุจริตได้จริง

ถ้าไม่มีตัวเลขเหล่านี้ “6 เดือนเห็นผล” ก็อาจกลายเป็นเพียงเป้าหมายทางการบริหาร มากกว่าจะเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนแปลง

อีกโจทย์ใหญ่คือ “คนในระบบ”

การปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคน

ระบบดิจิทัลที่ดีสามารถลดการพบปะ ลดเอกสาร และลดช่องทางการใช้ดุลพินิจได้ แต่สุดท้ายยังต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ออกแบบระบบ กำหนดเงื่อนไข อนุมัติ และตรวจสอบ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาคือ ใครเป็นคนตรวจสอบผู้ตรวจสอบ

รัฐบาลระบุว่าจะเปิดให้ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมสะท้อนปัญหาและออกแบบแนวทางแก้ไข ขณะเดียวกัน ก.พ.ร. จะเป็นหน่วยงานหลักในการติดตามผล

นี่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะหากให้หน่วยงานเจ้าของกระบวนงานเป็นผู้ประเมินตัวเองทั้งหมด ก็มีความเสี่ยงที่การประเมินจะกลายเป็นการ “ตรวจการบ้านตัวเอง”

ถ้าทำได้จริง ผลดีไม่ได้อยู่แค่เรื่องปราบโกง

หากรัฐบาลทำได้ตามเป้าหมาย ผลที่เกิดขึ้นอาจกว้างกว่าการลดการทุจริต

ประชาชนจะได้รับบริการเร็วขึ้น ต้นทุนการติดต่อราชการลดลง ธุรกิจลดต้นทุนแฝงจากขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และภาครัฐเองก็สามารถลดภาระงานที่เกิดจากเอกสารซ้ำซ้อน

ในระยะยาว สิ่งที่สำคัญกว่าการได้คะแนน CPI เพิ่มขึ้น คือ ต้นทุนในการทำธุรกิจของประเทศไทยอาจลดลง และความคาดการณ์ได้ของระบบราชการอาจเพิ่มขึ้นเพราะนักลงทุนไม่ได้ต้องการเพียงรู้ว่า “ประเทศไทยมีกฎหมายอะไร” แต่ต้องการรู้ด้วยว่า เมื่อยื่นขออนุญาตแล้วจะใช้เวลากี่วัน ต้องผ่านกี่ขั้นตอน ต้องพบใคร และหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจคืออะไร

หากคำตอบเหล่านี้ชัดเจนและตรวจสอบได้ ความเชื่อมั่นก็ย่อมมีโอกาสเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ ผลกระทบจะย้อนกลับมาที่รัฐบาลโดยตรง เพราะในทางการเมือง นโยบายนี้มีลักษณะเป็น “ดาบสองคม”

        เมื่อรัฐบาลประกาศเองว่าจะปิดช่องทุจริตตั้งแต่ต้นทาง และกำหนดกรอบเวลาให้เห็นผล หากประชาชนยังพบขั้นตอนที่ไม่โปร่งใส การเรียกรับผลประโยชน์ หรือการใช้ดุลพินิจแบบไม่สามารถอธิบายได้ ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจะย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาล

ยิ่งไปกว่านั้น หากโครงการสามารถทำได้เฉพาะ 24 หน่วยงานนำร่อง แต่ไม่สามารถขยายไปยังระบบราชการส่วนอื่นได้ตามเป้าหมาย ก็จะเกิดคำถามว่า โครงการนี้เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ หรือเป็นเพียงโครงการนำร่องที่สร้างผลเฉพาะบางจุด

ก.พ.ร. เคยวางกรอบไว้ว่าในระยะต่อไปจะขยายไปยังจังหวัด รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนด้วย

ตรงนี้จึงเป็น “บทพิสูจน์ระยะสอง” ที่สำคัญกว่าระยะนำร่องเสียอีก

จุดชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่คำว่า “โปร่งใส” แต่อยู่ที่ “ตรวจสอบได้”

หัวใจของนโยบายนี้จึงไม่ควรอยู่ที่การประกาศว่าแต่ละกรม “ผ่านโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” แล้ว

แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนตรวจสอบได้หรือไม่

ถ้าประชาชนสามารถเห็นขั้นตอน เห็นหลักเกณฑ์ เห็นระยะเวลา เห็นสถานะงาน และรู้ว่าเมื่อเกิดปัญหาต้องร้องเรียนที่ใคร ขณะเดียวกันข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำไปตรวจสอบย้อนหลังได้ โอกาสที่ระบบจะลดพื้นที่สีเทาก็จะเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าสุดท้ายการประเมินยังอยู่ในเอกสารราชการ ประชาชนไม่เห็นข้อมูล และหน่วยงานยังสามารถใช้ดุลพินิจโดยไม่มีเหตุผลที่ตรวจสอบได้ โครงการก็อาจเปลี่ยนเพียง “รูปแบบการทำงาน” โดยไม่ได้เปลี่ยน “วัฒนธรรมการใช้อำนาจ”

“1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” จึงไม่ใช่นโยบายที่ทำไม่ได้ ตรงกันข้าม ส่วนที่เป็นการปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอน ลดการพบปะ ใช้ดิจิทัล และเปิดข้อมูล มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมในบางงานภายใน 6 เดือน

แต่ถ้าถามว่า จะทำให้ระบบราชการไทยไร้การทุจริตได้หรือไม่ ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น

เพราะการทุจริตไม่ใช่เพียงปัญหาของ “ขั้นตอน” แต่เป็นปัญหาของกฎระเบียบ ดุลพินิจ การบังคับใช้กฎหมาย ระบบตรวจสอบ และวัฒนธรรมองค์กร

ดังนั้น ความสำเร็จของนโยบายนี้ควรวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ มากกว่าจำนวนกรมที่เข้าร่วมโครงการ

ถ้าประชาชนติดต่อราชการแล้วไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องรู้จักใคร ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม และสามารถตรวจสอบสถานะงานของตัวเองได้ นั่นคือความโปร่งใสที่จับต้องได้

แต่หากรัฐบาลทำได้เพียงสร้างระบบใหม่ เพิ่มคณะกรรมการใหม่ และรายงานผลว่า “ดำเนินการแล้ว” โดยที่ประชาชนยังต้องใช้วิธีเดิมในการติดต่อราชการ คำว่า “ไร้เทา” ก็อาจยังเป็นเพียงเป้าหมายบนกระดาษ

ท้ายที่สุด นโยบายนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันว่า รัฐบาลอนุทินประกาศนโยบายได้ใหญ่แค่ไหน แต่จะวัดกันว่า รัฐบาลกล้าลดอำนาจดุลพินิจของระบบราชการลงได้จริงแค่ไหน

นั่นคือบททดสอบที่แท้จริงของ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา”

Theme images by fpm. Powered by Blogger.