Header Ads

รัฐบาลเดินหน้า “Visitor Economy” เชื่อมท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจทั้งระบบ ชูความปลอดภัย–มาตรฐาน–ทุนวัฒนธรรม สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน


วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นครั้งแรก เพื่อติดตามการดำเนินงานและหารือแนวทางขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งปรับกรอบการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยสู่แนวคิด “Visitor Economy” ที่มองเศรษฐกิจจากผู้มาเยือนอย่างครบวงจร ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างพำนัก จนถึงเดินทางกลับ พร้อมยกระดับเป้าหมายจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยืดระยะเวลาพำนัก เพิ่มการใช้จ่าย และกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

        รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ประกอบด้วยการติดตามการใช้งบประมาณในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อทบทวนผลการดำเนินงาน ตัวชี้วัด ปัญหาอุปสรรค และแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

        นางศุภจีกล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก ซึ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ โดยไม่มองการท่องเที่ยวแยกออกจากภาคเศรษฐกิจอื่น แต่ต้องเชื่อมโยงทั้งการค้า การบริการ การผลิต เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ชุมชน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

        “เราไม่ได้มองเพียงคำว่าการท่องเที่ยว แต่เป็น Visitor Economy ที่ต้องดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างที่ผู้มาเยือนอยู่ในประเทศไทย จนถึงการเดินทางกลับ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ประทับใจและกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง” นางศุภจีกล่าว

        รองโฆษกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ กรอ. เป็นอีกช่องทางสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมสะท้อนปัญหา อุปสรรค และความต้องการ ตลอดจนร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ตลาด และเชื่อมโยงประโยชน์จากการท่องเที่ยวไปยังภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ มากขึ้น

        แนวทาง Visitor Economy จะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้มาเยือนตลอดห่วงโซ่การเดินทาง โดยมีองค์ประกอบสำคัญทั้งความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการสร้างประสบการณ์ใหม่ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวมีเหตุผลที่จะเดินทางมาไทย พำนักนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และกลับมาเยือนซ้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่มุ่งแข่งขันด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

        นอกจากนี้ ที่ประชุม ททช. ได้หารือแนวทางปรับปรุงกฎระเบียบ มาตรฐาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการยกระดับมาตรฐานที่พักและกิจการที่อยู่นอกระบบ ตลอดจนการทบทวนแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยประเด็นต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและจัดทำรายละเอียด จึงยังไม่ใช่มาตรการหรืออัตราใหม่ที่มีผลบังคับใช้

        ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ประชุมได้ติดตามแนวทางการดูแลและพัฒนาพื้นที่พิเศษ ได้แก่ หมู่เกาะช้าง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดเชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า รวมถึงการผลักดันพื้นที่สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร เป็นต้นแบบการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการนำทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และทรัพยากรของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

        “เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ได้วัดเพียงว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศกี่คน แต่ต้องดูด้วยว่านักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้นหรือไม่ ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ และรายได้กระจายไปถึงชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่มากน้อยเพียงใด การขับเคลื่อน Visitor Economy จึงเป็นการเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้มาเยือน ควบคู่กับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนให้ประเทศไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

        ที่มา : รัฐบาลไทย
Theme images by fpm. Powered by Blogger.