ศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.นนทบุรี วัดพลัง “บ้านใหญ่-สีส้ม” ใครจะครองใจคนเมืองนนท์
การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี แทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ กำลังถูกจับตาเป็นสนามการเมืองท้องถิ่นที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการแข่งขันระหว่าง “เครือข่ายการเมืองท้องถิ่น” กับ “ฐานคะแนนพรรคประชาชน” โดยมีนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง และนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 พรรคประชาชน เป็นคู่แข่งสำคัญ
“สีส้ม” ครองสนามชาติ แต่ “ผึ้งหลวง” ยังแข็งในสนามท้องถิ่น
ฐานการเมืองนนทบุรีในระดับชาติเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 พรรคประชาชนกวาดที่นั่งทั้ง 8 เขตของจังหวัด และหลายเขตชนะด้วยคะแนนมากกว่า 40% สะท้อนว่าฐานคะแนนของพรรคในนนทบุรียังคงเหนียวแน่น
อย่างไรก็ตาม สนามท้องถิ่นให้ภาพแตกต่างออกไป เพราะการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งที่ผ่านมา พ.ต.อ.ธงชัย สามารถรักษาฐานเสียงของกลุ่มผึ้งหลวงเอาไว้ได้ ทำให้เห็นชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งแยกการตัดสินใจระหว่าง “การเลือกพรรคในการเลือกตั้งระดับชาติ” กับ “การเลือกบุคคลและเครือข่ายในการเลือกตั้งท้องถิ่น”
จึงกล่าวได้ว่า นนทบุรีเป็นพื้นที่ที่ “สีส้มแข็งในสนาม ส.ส. แต่เครือข่ายผึ้งหลวงยังมีทุนทางการเมืองในสนาม อบจ.”
จุดชี้ขาดอยู่ที่ “คะแนนธงชัย” จะส่งต่อถึงทายาทได้แค่ไหน
นฤพนธ์มีข้อได้เปรียบสำคัญจากการเป็นคนในตระกูลเย็นประเสริฐและได้รับการวางตัวให้สานต่องานของ พ.ต.อ.ธงชัย ทำให้สามารถใช้จุดขายเรื่องความต่อเนื่องและเครือข่ายเดิมเป็นต้นทุนในการหาเสียง
แต่โจทย์ใหญ่คือ คะแนนนิยมของธงชัยจะถ่ายทอดมายังผู้สมัครคนใหม่ได้มากเพียงใด เพราะคะแนนของอดีตนายก อบจ.ไม่ได้เกิดจากชื่อสกุลเพียงอย่างเดียว หากยังมาจากประสบการณ์ทางการเมืองและเครือข่ายในพื้นที่ที่สั่งสมมานาน
ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบโดยตรงว่า “บ้านใหญ่” จะสามารถส่งต่อคะแนนจากผู้นำเดิมไปยังคนรุ่นต่อไปได้หรือไม่
“เดชรัต” มีแต้มต่อจากฐานสีส้ม แต่ต้องเปลี่ยนคะแนนพรรคเป็นคะแนนตัวเอง
ด้านเดชรัต สุขกำเนิด มีจุดแข็งจากกระแสพรรคประชาชน ซึ่งสามารถรักษาฐานเสียงในนนทบุรีได้อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดกวาด ส.ส.ทั้ง 8 เขตในการเลือกตั้งปี 2569
ข้อได้เปรียบดังกล่าวทำให้เดชรัตไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีฐานคะแนนทางการเมืองรองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยน “คะแนนสีส้ม” ในการเลือกตั้งระดับชาติให้กลายเป็น “คะแนนเลือกนายก อบจ.” ซึ่งเป็นคนละโจทย์กัน
เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยยังพิจารณาจากความคุ้นเคย ผลงาน และเครือข่ายในพื้นที่ มากกว่าการเลือกตามพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว
เวลาหาเสียงเพียงเดือนเดียว ทำให้ “เครือข่าย” มีความสำคัญกว่ากระแส
อีกตัวแปรที่ต้องจับตาคือระยะเวลาหาเสียงที่มีจำกัด การแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังตำแหน่งนายก อบจ.ว่างลง ทำให้ผู้สมัครมีเวลาสร้างการรับรู้และขยายฐานคะแนนไม่มากนัก
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นข้อได้เปรียบของฝ่ายที่มีเครือข่ายท้องถิ่นอยู่แล้ว เพราะการสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน สมาชิกสภาท้องถิ่น และฐานคะแนนในแต่ละพื้นที่ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนมีข้อได้เปรียบในเรื่องการรับรู้แบรนด์และฐานคะแนนระดับชาติที่แข็งแรง จึงต้องเร่งเปลี่ยน “กระแสสีส้ม” ให้เป็นคะแนนของตัวบุคคลให้ได้
ศึกนี้จึงไม่ใช่ “สีไหนชนะ” แต่คือใครแปลงฐานคะแนนได้สำเร็จกว่ากัน
หากประเมินจากฐานคะแนนที่ผ่านมา เครือข่ายการเมืองท้องถิ่น และกระแสการเมืองระดับชาติ สนามนี้ยังถือว่าสูสี แต่ฝ่ายผึ้งหลวงมีความได้เปรียบเล็กน้อยจากเครือข่ายเดิมและความต่อเนื่องทางการเมือง ขณะที่พรรคประชาชนมีศักยภาพพลิกเกมจากฐานคะแนนระดับชาติที่แข็งแรง
จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ 2 คำถามสำคัญ คือ “คะแนนเดิมของธงชัยจะถูกส่งต่อให้นฤพนธ์ได้มากแค่ไหน” และ “คะแนนสีส้มที่ชนะทั้ง 8 เขต ส.ส. จะไหลมาสู่เดชรัตในสนาม อบจ.มากเพียงใด”
หากฐานเดิมของผึ้งหลวงยังเหนียวแน่น นฤพนธ์มีโอกาสรักษาเก้าอี้ไว้ได้ แต่หากคะแนนคนรุ่นใหม่และฐานเสียงพรรคประชาชนออกมาใช้สิทธิในระดับสูง พร้อมดึงคะแนนจากกลุ่มที่เคยเลือกธงชัยได้บางส่วน เดชรัตก็มีโอกาสพลิกผลได้เช่นกัน
ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการหาผู้บริหารท้องถิ่นคนใหม่ แต่เป็นบททดสอบว่า “บ้านใหญ่” จะส่งต่ออำนาจได้หรือไม่ และ “การเมืองแบบพรรค” จะสามารถแปลงชัยชนะในสนาม ส.ส. ให้กลายเป็นชัยชนะในสนามท้องถิ่นได้เป็นครั้งแรกหรือไม่


