Header Ads

จะมีโอกาสฉลองครบรอบ 3 ปี หรือไม่? ส่องอนาคต 'พรรคส้ม' บนเส้นทางมรสุมนิติสงคราม


วันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 2 ปีการก่อตั้ง “พรรคประชาชน” พรรคการเมืองสืบทอดอุดมการณ์มาจากพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ที่ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อบนกระดานอำนาจทางการเมืองไทย ท่ามกลางบริบทความท้าทายใหม่ๆ ทั้งกลไกนิติสงคราม และการผาดโผนของขั้วอำนาจเครือข่ายใหม่ หรือที่พรรคประชาชนนิยามว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”

จากการถอดรหัสแถลงการณ์และประเมินภูมิทัศน์การเมืองไทย ทำให้มองเห็นฉากทัศน์อนาคตของพรรคประชาชน 3 ระยะ ดังนี้

ระยะสั้น (1-2 ปี) : ตรึงพื้นที่ฝ่ายค้าน รับมือวิบากกรรมคดีความ

ในระยะสั้น พรรคประชาชนยังต้องทำหน้าที่ "ฝ่ายค้านหลัก" ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและเครือข่ายอำนาจขั้วใหม่ โดยเฉพาะกระบวนการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระและการจัดสรรงบประมาณภาครัฐ

ขณะเดียวกัน โจทย์ใหญ่ที่สุดคือการบริหารความเสี่ยงจาก "นิติสงคราม" ที่ยังคงค้างอยู่ในระบบ โดยเฉพาะคดีความในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแกนนำและ สส. หลัก และกระแสข่าวล่าสุดที่อาจโดนยุบพรรคจากกรณีเชื่อต่อข้อมูลเลเซอร์ ไอดี ผู้สมัครสมาชิกพรรค การเตรียมความพร้อมและสร้างแกนนำรุ่นถัดไป (รุ่นที่ 4) จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เครื่องจักรทางการเมืองของพรรคต้องหยุดชะงัก

ระยะกลาง (3-5 ปี): ปรับยุทธศาสตร์เจาะท้องถิ่น - พิสูจน์ฝีมือทีมเศรษฐกิจ

บทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนว่า ลำพังกระแสในโลกออนไลน์และนโยบายเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะเอาชนะระบบอุปถัมภ์ในระดับพื้นที่ได้ พรรคประชาชนจำเป็นต้องปรับดุลยภาพทางการเมือง โดยมุ่งเน้นขยายฐานเสียงลงลึกระดับท้องถิ่น เพื่อสลายภาพจำ "พรรคคนเมือง" โดยการเร่งสร้างเครือข่ายและส่งบุคลากรลงแข่งขันในสนามการเมืองท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล, อบต.) อย่างจริงจัง

สร้างความเชื่อมั่นด้านปากท้อง โดยยกระดับทีมเศรษฐกิจเพื่อเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาจริงให้กับกลุ่มคนชนชั้นกลาง ผู้ประกอบการ SMEs และภาคเกษตรกรรม เพื่อพิสูจน์ว่าพรรคมีความพร้อมในการบริหารเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายในกระดาษ

ระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) : การสู้ศึกเชิงความคิด และการเป็นสถาบันการเมือง

อนาคตในระยะยาวของพรรคประชาชนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ คือโครงสร้างประชากรศาสตร์ (Demographic Shift) การรักษาฐานเสียงเชิงอุดมการณ์ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ (Gen Z และ Gen Alpha) ที่จะกลายมาเป็นกำลังหลักในอนาคต หากพรรคยังคงรักษาความน่าเชื่อถือและความสม่ำเสมอทางอุดมการณ์ไว้ได้

การสร้างสถาบันทางการเมือง  โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรคให้เป็น "สถาบัน" ที่ก้าวข้ามตัวบุคคล เพื่อให้พรรคมั่นคงและสามารถขับเคลื่อนต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับการถูกยุบพรรคหรือตัดสิทธิทางการเมืองในอนาคต

แม้ยังไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 3 หรือไม่  

ไม่ว่าจะสู้ต่อในชื่อเดิมหรือชื่อใหม่ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการสู้ศึก "เกมยาว" (Long Game) อย่างแท้จริง 

การก้าวข้ามจาก "พรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง" ไปสู่การเป็น "พรรครัฐบาล" ในอนาคต ไม่เพียงแต่ต้องรักษาธงแห่งการเปลี่ยนแปลงไว้เท่านั้น 

แต่ยังต้องส่งมอบคำตอบที่จับต้องได้ในเรื่องปากท้องและการพัฒนาประเทศ เพื่อกุมหัวใจประชาชนทุกระดับให้ได้

Theme images by fpm. Powered by Blogger.