ศึกชิงกองถ่ายโลก : เปรียบเทียบมาตรการ Film Incentive ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลกกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากสตูดิโอและผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Hollywood, Netflix, Amazon MGM Studios, Disney หรือผู้ผลิตคอนเทนต์จากยุโรปและเอเชีย โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกประเทศถ่ายทำ คือ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ (Film Incentive) ซึ่งหลายประเทศนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่างยกระดับมาตรการจูงใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบ Cash Rebate และ Tax Credit เพื่อดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศ สร้างการจ้างงาน และพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศ
ภาพรวมมาตรการของประเทศคู่แข่ง
🇯🇵 ญี่ปุ่น Cash Rebate สูงสุด 50%
🇦🇺 ออสเตรเลีย Tax Credit สูงสุด 40%
🇲🇾 มาเลเซีย Cash Rebate 30% + เพิ่มอีก 5%
🇲🇳 มองโกเลีย Cash Rebate 30% + เพิ่มอีก 5 - 10%
🇮🇳 อินเดีย Cash Rebate 30% + เพิ่มอีก 5 -10 %
🇹🇼 ไต้หวัน Cash Rebate 30%
🇹🇭 ประเทศไทย Cash Rebate สูงสุด 30%
🇳🇿 นิวซีแลนด์ Cash Rebate 20% + เพิ่มอีก 5%
🇵🇭 ฟิลิปปินส์ Cash Rebate 20% + เพิ่มอีก 5%
ข้อมูลจาก The Global Incentives Index: OLSBERG•SPI
จะเห็นได้ว่า หลายประเทศได้ปรับระดับสิทธิประโยชน์ให้อยู่ในช่วง 30–50% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันด้าน Film Incentive กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ในภูมิภาค
- ญี่ปุ่นได้ประกาศมาตรการสนับสนุนที่มีมูลค่าสูงถึง 50% สำหรับภาพยนตร์ที่เข้าเกณฑ์
- ออสเตรเลียยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมจากสตูดิโอระดับโลก ด้วยระบบ Tax Credit และมาตรการเสริมจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ ซึ่งทำให้มูลค่าสิทธิประโยชน์รวมสามารถแข่งขันในระดับสากลได้
- มาเลเซียและมองโกเลียต่างนำเสนอ Cash Rebate พื้นฐาน 30% พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 5 - 10% สำหรับโครงการที่เข้าเงื่อนไข
- อินเดียและไต้หวันต่างใช้ Cash Rebate 30% เพื่อแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศ
🇹🇭 ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งมากกว่า "ตัวเลข"
แม้ว่าหลายประเทศจะเสนออัตรา Incentive ที่สูงกว่า แต่การตัดสินใจของผู้สร้างภาพยนตร์ไม่ได้พิจารณาเฉพาะเปอร์เซ็นต์ของเงินคืนเพียงอย่างเดียว หากแต่ประเมิน "ต้นทุนการผลิตโดยรวม" และความพร้อมของประเทศปลายทางร่วมด้วย
ประเทศไทยยังคงมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ได้แก่
• มาตรการ Cash Rebate สูงสุด 30% โดย ไม่มีการกำหนดวงเงินคืน (No Cap)
• ทีมงานชาวไทยที่มีประสบการณ์ในกองถ่ายระดับนานาชาติ
• โลเคชันที่มีความหลากหลาย สามารถแทนสถานที่ได้หลายประเทศ
• โครงสร้างพื้นฐานด้านการถ่ายทำ สตูดิโอ และผู้ให้บริการครบวงจร
• ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้
• ขั้นตอนการอนุญาตถ่ายทำที่ชัดเจนและมี Thailand Film Office เป็นหน่วยงานอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับภาพยนตร์ต่างประเทศที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ เช่น การจ้างทีมงานหลักชาวไทย การถ่ายทำในจังหวัดที่กำหนด การใช้บริการ Post Production ในประเทศไทย และการส่งเสริมภาพลักษณ์หรือ Soft Power ของประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับการลงทุนในระยะยาว
การแข่งขันในอนาคต: มากกว่า Cash Rebate
แนวโน้มของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกแสดงให้เห็นว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มอัตรา Cash Rebate เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความรวดเร็วในการอนุมัติ ความพร้อมของบุคลากร คุณภาพของบริการ ระบบกฎหมาย ความปลอดภัย ตลอดจนความสามารถในการรองรับการผลิตภาพยนตร์ขนาดใหญ่
หลายประเทศเริ่มพัฒนามาตรการที่สนับสนุนการผลิตอย่างยั่งยืน (Green Production) การใช้เทคโนโลยี Virtual Production การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้แข็งแกร่ง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญควบคู่ไปกับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน
สำหรับประเทศไทย การรักษาความสามารถในการแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงการมี Cash Rebate สูงสุด 30% เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบบริการ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ทั่วโลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Filming Paradise และศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกอย่างยั่งยืน
ที่มา : กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ : กรมการท่องเที่ยว : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา


