ปฏิรูปบำนาญประกันสังคม "สูตร CARE" CARE ใคร?
การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการปรับปรุงการคำนวณเงินบำนาญชราภาพของกองทุนประกันสังคมจากสูตร Final Average Earnings (FAE) มาเป็น Career Average Revalued Earnings (CARE) นับเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคม หลังแนวคิดดังกล่าวถูกผลักดันและศึกษาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี
แม้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอีกระยะหนึ่งก่อนมีผลบังคับใช้ แต่ถือเป็นการปรับหลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำนาญครั้งสำคัญที่ผู้ประกันตนจับตา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของแรงงานหลายล้านคนทั่วประเทศ
ปัจจุบัน การคำนวณเงินบำนาญชราภาพของสำนักงานประกันสังคมใช้สูตร Final Average Earnings (FAE) หรือการนำค่าจ้างเฉลี่ยในช่วง 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินบำนาญ
อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สูตรดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่สะท้อนรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกันตนตลอดอายุการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ส่งเงินสมทบในอัตราสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่มีรายได้ลดลงในช่วงก่อนเกษียณ หรือออกจากงานก่อนอายุครบ 55 ปี ทำให้ฐานค่าจ้างเฉลี่ยลดลงและได้รับเงินบำนาญต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ในทางกลับกัน ผู้ประกันตนบางรายที่ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงท้ายของการทำงาน อาจได้รับเงินบำนาญสูงกว่าผู้ที่ส่งเงินสมทบในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงถึงความเป็นธรรมของสูตรคำนวณเดิมด้วยเหตุนี้จึงมีการผลักดันการนำสูตร Career Average Revalued Earnings (CARE) มาใช้เป็นแนวทางใหม่ โดยเปลี่ยนจากการพิจารณาค่าจ้างเฉพาะช่วง 5 ปีสุดท้าย มาเป็นการนำค่าจ้างตลอดช่วงเวลาที่เป็นผู้ประกันตนมาปรับมูลค่าตามการเปลี่ยนแปลงของระดับค่าจ้าง ก่อนนำมาเฉลี่ยเป็นฐานคำนวณเงินบำนาญ
แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายให้การจ่ายบำนาญสะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงานมากขึ้น และลดความได้เปรียบเสียเปรียบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน
ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้หลายฝ่ายเรียกการปรับสูตรครั้งนี้ว่าเป็นการ "คืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน" เนื่องจากผู้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานและมีรายได้ในระดับสูงตลอดเส้นทางการทำงาน จะได้รับการคำนวณสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเงินเดือนในช่วงก่อนเกษียณจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสูตร CARE ได้แก่ ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ที่มีรายได้ลดลงก่อนเกษียณ ผู้ที่เปลี่ยนอาชีพในช่วงปลายของการทำงาน หรือผู้ที่ออกจากงานก่อนอายุ 55 ปีแล้วเว้นระยะก่อนขอรับเงินบำนาญ เนื่องจากสูตรใหม่จะพิจารณาผลการส่งเงินสมทบตลอดอายุการทำงานมากกว่าการพิจารณารายได้เฉพาะช่วงสุดท้าย
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ อาจได้รับผลประโยชน์จากสูตรใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับสูตรเดิม เพราะฐานการคำนวณจะเฉลี่ยจากค่าจ้างตลอดเส้นทางอาชีพ
อีกประเด็นที่ผู้ประกันตนให้ความสนใจคือ ผู้ที่กำลังรับเงินบำนาญอยู่ในปัจจุบันจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยหลักการที่ ครม.เห็นชอบมีแนวทางให้มีการปรับสิทธิของผู้รับบำนาญเดิมให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เกษียณก่อนและหลังการปรับสูตร แต่รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ อัตราการปรับเพิ่ม และช่วงเวลาการจ่ายเงิน ยังต้องรอหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการจากสำนักงานประกันสังคม
แม้ ครม.จะเห็นชอบหลักการแล้ว แต่การนำสูตร CARE มาใช้ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ทั้งการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง การตรวจพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมถึงการจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณ และปรับปรุงระบบสารสนเทศของสำนักงานประกันสังคมให้รองรับการคำนวณรูปแบบใหม่ ก่อนที่จะสามารถเริ่มใช้กับผู้ประกันตนได้
การเปลี่ยนมาใช้สูตร CARE จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกับหลักการจ่ายสมทบตามรายได้และได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเป็นธรรมมากขึ้น ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบำนาญของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในขั้นต่อไป รวมถึงรายละเอียดของกฎหมาย วิธีการคำนวณ และผลกระทบต่อผู้ประกันตนแต่ละกลุ่ม ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดว่าการปฏิรูประบบบำนาญครั้งนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกันตนได้มากน้อยเพียงใด


