สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 เก็บภาษีสินค้าไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ สะเทือนส่งออก 1.7 ล้านล้านบาท
การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเพิ่มอีก 12.5% ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ นับเป็นมาตรการทางการค้าครั้งสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยในวงกว้าง หลังไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ "ไม่มีมาตรการห้ามหรือบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ" ตามข้อวินิจฉัยของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)
มาตรการดังกล่าวจะมีผลพร้อมกับการสิ้นสุดภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ที่สหรัฐฯ ใช้กับสินค้าทั่วโลก โดยสหรัฐฯ เลือกใช้ Section 301 of the Trade Act of 1974 เป็นฐานกฎหมายใหม่ ซึ่งถูกมองว่ามีความแข็งแรงทางกฎหมายมากกว่ามาตรการเดิมที่อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉินและถูกศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินให้ใช้ไม่ได้ก่อนหน้านี้
ทำไมไทยจึงถูกเรียกเก็บภาษี 12.5%
USTR ระบุว่า ได้เปิดการสอบสวนประเทศและเขตเศรษฐกิจรวม 60 แห่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ก่อนสรุปว่า ทุกประเทศที่ถูกสอบสวนยังมีข้อบกพร่องด้านการป้องกันการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ
สำหรับประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 54 ประเทศที่ยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ถูกกำหนดอัตราภาษีสูงสุดที่ 12.5% ขณะที่อีก 6 ประเทศหรือกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เม็กซิโก อินโดนีเซีย และปากีสถาน ถูกเก็บเพียง 10% เนื่องจากมีมาตรการทางกฎหมายบางส่วนแล้ว แม้จะยังบังคับใช้ได้ไม่เต็มที่
USTR ให้เหตุผลว่า การปล่อยให้สินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับหมุนเวียนในระบบการค้าโลก ทำให้ผู้ผลิตที่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานเสียเปรียบ และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการสหรัฐฯ จึงถือเป็นการกระทำที่ "ไม่สมเหตุสมผล" (Unreasonable) และสามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ภายใต้มาตรา 301 ได้
ภาษีครอบคลุมสินค้าไทยเกือบทั้งหมด
มาตรการครั้งนี้ถือว่ามีขอบเขตกว้าง เนื่องจาก สินค้าไทยเกือบทุกรายการที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 12.5%
อย่างไรก็ตาม USTR กำหนดบัญชีสินค้ายกเว้น (Annex A) ไว้สำหรับสินค้าบางประเภท เช่น พลังงาน น้ำมัน และก๊าซ ปุ๋ย
วัตถุดิบหรือสินค้าที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถผลิตหรือจัดหาทดแทนได้ สินค้าบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือห่วงโซ่อุปทานสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ใช้กลไกพิเศษสำหรับสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มบางประเทศ เพื่อให้สามารถนำเข้าสินค้าบางปริมาณในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าได้
กลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
แม้มาตรการจะครอบคลุมสินค้าส่วนใหญ่ แต่กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
สินค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ในมูลค่าสูง และต้องแข่งขันกับผู้ผลิตจากเวียดนาม เม็กซิโก อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ที่อาจได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าหรือมีต้นทุนการแข่งขันที่ใกล้เคียงกัน
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย
นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายระดับ
ระยะสั้นผู้นำเข้าสหรัฐฯ จะมีต้นทุนสูงขึ้นทันที ทำให้บางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ หรือเจรจาให้ผู้ส่งออกไทยรับภาระต้นทุนร่วมกัน ส่งผลต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการไทย
ระยะกลาง
ผู้ซื้ออาจเริ่มกระจายคำสั่งซื้อไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า หรือมีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในบางสินค้า
ระยะยาว
หากไทยยังไม่มีมาตรการด้านแรงงานบังคับที่เป็นรูปธรรม อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ด้าน ESG และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากประเด็นสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการค้าโลก
หุ้นไทยกลุ่มไหนต้องจับตา
นักลงทุนคาดว่าจะติดตามผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้จากตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มยางและชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มอาหารส่งออก กลุ่มโลจิสติกส์และขนส่งระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบริษัทในการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ซื้อ การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
อะไรคือทางออกของไทย
กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบ พร้อมเตรียมใช้ช่องทางเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงมาตรการของไทยและผลักดันให้มีการทบทวนอัตราภาษี
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ ยกระดับกฎหมายและระบบตรวจสอบสินค้าเกี่ยวกับแรงงานบังคับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพิ่มระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น กระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ
แม้มาตรการภาษี 12.5% จะถูกอ้างเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านแรงงานบังคับ แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาระดับการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ หลังมาตรการภาษีเดิมถูกศาลสูงสหรัฐฯ วินิจฉัยให้สิ้นสุดลง โดยการใช้มาตรา 301 ทำให้รัฐบาลมีฐานกฎหมายที่มั่นคงกว่าในการคงภาษีนำเข้าระดับสูงต่อประเทศคู่ค้า
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงการเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ของไทย และลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าที่อาจเข้มงวดขึ้นในอนาคต


