Header Ads

ไทย–เวียดนามเร่งสร้าง “หุ้นส่วนแห่งอนาคต” ดันลงทุนดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด


วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม พร้อมเข้าร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 ซึ่งจัดโดย BOI เพื่อสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความมั่นคง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนไทยของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันเดินหน้ายกระดับ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” ไทย–เวียดนาม ผ่านกรอบความร่วมมือ “Three Connects” หรือ 3 การเชื่อมโยงสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงาน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจจำนวนมาก พร้อมระบุว่าไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและเป้าหมาย Net Zero รวมถึงเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวียดนามจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายสู่ระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

ด้านประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้ทั้งสองประเทศเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านกลไกคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันเป้าหมายการค้าระยะยาวสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือทางทะเล โดยเวียดนามเสนอให้พิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมถึงแก้ปัญหาผู้พำนักผิดกฎหมาย

ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ สะท้อนความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ รวมทั้งยืนยันว่าไทยจะไม่อนุญาตให้ใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตร

ในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน นายกรัฐมนตรีได้สะท้อนข้อกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมากว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย และจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาให้กับนักลงทุนอย่างใกล้ชิด

        ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 โดยกล่าวว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรมองกันเพียง “คู่ค้า” แต่ควรก้าวสู่การเป็น “หุ้นส่วนแห่งอนาคต” ที่ร่วมกันสร้างห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และพลังงาน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า เวียดนามมีจุดแข็งด้านการผลิตเพื่อการส่งออก บุคลากรด้านดิจิทัล และเครือข่ายการค้าเสรี ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางธุรกิจ ซึ่งหากผสานศักยภาพร่วมกันจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการลงทุน สร้างงาน และขยายตลาดให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

ทั้งสองรัฐบาลยังผลักดันความร่วมมือใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตสมัยใหม่ พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งถูกมองเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะสร้างรายได้และการจ้างงานคุณภาพให้ภูมิภาค

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปฏิวัติเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยและเวียดนามสร้างความร่วมมือเชิงลึกมากขึ้น โดยรัฐบาลไทยพร้อมผลักดันความร่วมมือในด้านพลังงานสะอาด ดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ อาหาร การท่องเที่ยว และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมถึงเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เวียดนามถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจสำคัญของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ในอาเซียน โดยทั้งสองประเทศจำเป็นต้องร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายของเศรษฐกิจโลกให้เป็นโอกาส ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ ไทยยังเตรียมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” ของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก >> https://www.thaigov.go.th/th/news/164963 และ https://www.thaigov.go.th/th/news/164972

Theme images by fpm. Powered by Blogger.