ส่งออกไทย เม.ย. โต 3.5% นำเข้าทะยาน 12.2% รับอานิสงส์โครงสร้างพื้นฐานเทคฯ - ยานยนต์ไฟฟ้า EV
สนค. เปิดตัวเลขดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง รับแรงกดดันต้นทุนพลังงานโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางระอุ พร้อมได้อานิสงส์บิ๊กโปรเจกต์ AI และยานยนต์ไฟฟ้าหนุนดีมานด์วัตถุดิบไฮเทคทะยาน ด้านพาณิชย์ส่งสัญญาณเตือนหมวดเกษตรแปรรูปหดตัวครั้งแรกในรอบ 81 เดือน จากพิษสงครามราคาคู่แข่งเพื่อนบ้าน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยภาวะการค้าต่างประเทศของไทยในมิติราคา โดยระบุว่า ดัชนีราคาส่งออกและนำเข้าเดือนเมษายน 2569 ยังคงรักษาวงจรการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนราคาโลหะพื้นฐานต้นน้ำ อาทิ อะลูมิเนียมและทองแดง ที่ขยับตัวสูงขึ้นตามความต้องการในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ดัชนีราคาส่งออกในเดือนเมษายน 2569 ยืนอยู่ที่ระดับ 114.8 ขยายตัวร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยโครงสร้างรายหมวดสินค้ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง (+46.3%): ขยายตัวอย่างโดดเด่นจากอานิสงส์ของราคาน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ เนื่องจากความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนในการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
หมวดสินค้าเกษตรกรรม (+4.0%): ราคามันสำปะหลังปรับตัวสูงขึ้นจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่โรงงานแปรรูปยังคงเร่งเดินหน้าผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากตลาดจีน ด้านยางพาราได้อานิสงส์เชิงเปรียบเทียบหลังราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนยางสังเคราะห์แพงขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติไทยเพิ่มสูงขึ้น ส่วนราคาข้าวขยับตัวขึ้นตามทิศทางราคาในตลาดโลกจากต้นทุนโลจิสติกส์และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น
หมวดสินค้าอุตสาหกรรม (+2.4%): ราคาทองคำยังคงทรงตัวในระดับสูงตามแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ได้รับแรงหนุนจากต้นทุนหน่วยความจำ (Memory) ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ทั่วโลก ส่วนเครื่องปรับอากาศราคาขยับขึ้นตามต้นทุนวัสดุต้นน้ำอย่างทองแดงและอะลูมิเนียม
หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร (-0.1%): เกิดสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 81 เดือน นำโดยราคาน้ำตาลทรายที่เผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก หลังผลผลิตของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างบราซิล อินเดีย และไทย ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ด้านผลไม้กระป๋องเผชิญภาวะการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากผู้ส่งออกในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซีย
ดัชนีราคานำเข้าทะยาน 12.2% : สะท้อนภาพการลงทุน-รับกระแส EVดัชนีราคานำเข้าขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 128.1 ขยายตัวร้อยละ 12.2 (YoY) โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า เพื่อรองรับภาคการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต
หมวดสินค้าเชื้อเพลิง (+41.3%): ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากสถานการณ์หยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง
หมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (+10.4%): การนำเข้าทองคำ ปุ๋ย และสินแร่โลหะเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก รวมไปถึงกลุ่มชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้อนเข้าสู่สายการผลิตเทคโนโลยีรุ่นใหม่
หมวดสินค้าทุน (+4.4%): การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) และการขยายกำลังการผลิต ด้านเครื่องมือแพทย์และวิทยาศาสตร์เติบโตตามความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยโรค
หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง (+2.1%): ได้รับแรงหนุนสำคัญจากการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบและส่งออก ตลอดจนการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ
หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (+6.2%): เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรม และสิ่งทอ ขยายตัวตามกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ
ทั้งนี้สนค. คาดการณ์แนวโน้มดัชนีราคาการค้าในเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ราคาโลหะพื้นฐาน (อะลูมิเนียม-ทองแดง) พุ่งแรงจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงแรงกระตุ้นระยะสั้นจากการเร่งนำเข้าสินค้าของบางประเทศ ก่อนที่มาตรการลดภาษีนำเข้าชั่วคราวของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี พาณิชย์ออกโรงเตือนผู้ประกอบการไทยให้เฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเข้ามากดดันในระยะข้างหน้า ได้แก่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจนอาจฉุดอุปสงค์ของคู่ค้า , สงครามราคาที่รุนแรง , ความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันทางการค้าและมาตรการภาษี , ภาวะกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว , วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร และความผันผวนของค่าเงินบาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก >> สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า



