Header Ads

เหลือเชื่อ ! เปิดรายงาน สศช. พบกรุงเทพฯ แชมป์เด็กจนหลายมิติ สะท้อนวิกฤตความจนเมือง


รายงานความยากจนหลายมิติของเด็กไทย ปี 2565 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สะท้อนภาพ “ความยากจนที่ลึกกว่าเรื่องรายได้” โดยชี้ว่า แม้ดัชนีความยากจนหลายมิติของเด็ก (CMPI) จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 0.128 ในปี 2562 เหลือ 0.124 ในปี 2565 แต่ในเชิงโครงสร้างยังคงมีปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

สาระสำคัญอยู่ที่ “สัดส่วนเด็กยากจนหลายมิติ” ซึ่งยังสูงถึงร้อยละ 34.31 หรือกว่า 1 ใน 3 ของเด็กไทยทั้งหมด สะท้อนว่าเด็กจำนวนมากยังขาดคุณภาพชีวิตพื้นฐานในหลายด้านพร้อมกัน

ภาพรวมดีขึ้น แต่เป็นเพียง “การฟื้นตัวบางมิติ”

การปรับตัวดีขึ้นของดัชนี CMPI ในปี 2565 เกิดจาก “มิติด้านมาตรฐานความเป็นอยู่” เป็นหลัก โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเด็กที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตลดลงจากร้อยละ 15.60 เหลือเพียงร้อยละ 4.33

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุชัดว่า มิติอื่น ๆ กลับมีแนวโน้ม “แย่ลง” ทั้งหมด โดยเฉพาะ สุขภาพ สวัสดิภาพเด็ก และการศึกษา สะท้อนว่า การพัฒนาเชิงโครงสร้างยังไม่สมดุล และความเปราะบางของเด็กยังคงกระจายอยู่ในหลายมิติ

“สุขภาพเด็ก” วิกฤตซ่อนเร้น ตัวการหลักของความยากจนหลายมิติ

รายงานชี้ว่า มิติด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 31.90% ของปัญหาความยากจนหลายมิติทั้งหมด ปัญหาสำคัญ ได้แก่ เด็กไม่ได้รับนมแม่อย่างเหมาะสม ภาวะทุพโภชนาการ ขาดสุขอนามัยพื้นฐาน ไม่ได้รับความรู้ด้านเพศศึกษา ซึ่งล้วนเป็น “ปัญหาคุณภาพชีวิตระยะยาว” ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กโดยตรง

ขณะเดียวกัน ยังมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เกือบ 1 ใน 5 ไม่ได้รับวัคซีนพื้นฐานครบ (17.74%) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพและความรู้ของผู้ปกครอง

“เด็กเล็ก” กลุ่มเปราะบางที่สุด ยากจนสูงกว่ากลุ่มอื่น 1–3 เท่า

เมื่อจำแนกตามช่วงวัย พบว่า เด็กอายุ 0–4 ปี มีความยากจนหลายมิติสูงถึง 53.90% สูงกว่ากลุ่มวัยอื่นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจาก ปัญหาด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพ การกระตุ้นพัฒนาการ สะท้อนว่า “การลงทุนในเด็กปฐมวัย” ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทย

  ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: “กรุงเทพฯ” สูงสุด สวนทางภาพจำ

หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญ คือกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนเด็กยากจนหลายมิติสูงที่สุดในประเทศถึง 45.26% สูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 35.76% ปัจจัยสำคัญในพื้นที่เมือง ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ การคุ้มครองเด็ก ผลกระทบจาก COVID-19 ต่อครัวเรือนเมืองสะท้อนว่า “ความจนในเมือง” (Urban Poverty) กำลังทวีความรุนแรง และแตกต่างจากความจนในชนบทอย่างมีนัยสำคัญ

“จนไม่ใช่แค่รายได้” เด็กในครัวเรือนรวยก็ยังจนหลายมิติ

รายงานพบข้อเท็จจริงสำคัญว่า เด็กในครัวเรือนฐานะ “รวยและรวยมาก” ยังเป็นเด็กยากจนหลายมิติถึงร้อยละ 28.34 และ 25.87 ตามลำดับ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพและพฤติกรรมการเลี้ยงดู สะท้อนว่า “รายได้ไม่ใช่คำตอบของคุณภาพชีวิตเด็ก” แต่ต้องอาศัยความรู้ การดูแล และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ครอบครัว–ระบบบริการ–นโยบาย ยังไม่ตอบโจทย์

รายงานชี้ให้เห็นปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการ เช่น พ่อแม่ขาดความรู้ด้านพัฒนาการเด็ก สภาพแวดล้อมการทำงานไม่เอื้อต่อการเลี้ยงลูก (เช่น การให้นมแม่) ความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลและการศึกษา มาตรการรัฐยังไม่ครอบคลุมเด็กยากจนอย่างแท้จริง รวมถึงปัญหา “หนี้ครัวเรือน” และต้นทุนการเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต ที่ยังเป็นภาระของครัวเรือนรายได้น้อย

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ต้องเริ่มที่ “ครอบครัว” และ “เด็กปฐมวัย”

สศช.เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ เสริมสร้างบทบาทครอบครัวเป็นฐานการพัฒนาเด็ก เพิ่มความรู้ให้ผู้ปกครองด้านโภชนาการ สุขภาพ และพัฒนาการ ปรับนโยบายแรงงานให้เอื้อต่อการเลี้ยงดูบุตร เสริมบทบาทศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน แก้ปัญหาเชิงพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจง

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

แม้ตัวเลขความยากจนหลายมิติของเด็กไทยจะ “ดีขึ้นเล็กน้อย” แต่สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้สะท้อนชัดว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “ความยากจนเชิงคุณภาพ” ที่ซับซ้อนและฝังลึก ปัญหาไม่ได้อยู่แค่รายได้ แต่กระจายอยู่ใน สุขภาพ การศึกษา การเลี้ยงดูและโครงสร้างสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและพื้นที่เมือง หากไม่เร่งแก้ไขเชิงระบบตั้งแต่ “ต้นน้ำ” อย่างครอบครัวและเด็กปฐมวัย ความเหลื่อมล้ำในอนาคตอาจยิ่งทวีความรุนแรง และกลายเป็น “วงจรความจนข้ามรุ่น” ที่ยากจะหลุดพ้น

อ่านรายงานฉบับเต็มของ สศช. คลิก >> รายงานความยากจนหลายมิติของเด็กไทย ปี 2565

Theme images by fpm. Powered by Blogger.