รัฐบาลเดินหน้ากู้ 2 แสนล้านแก้วิกฤตพลังงาน - ดูแลราคาน้ำมันในประเทศ คุมหนี้สาธารณะอยู่ที่ 68.03% ของ GDP ยันไม่กระทบวินัยการคลัง
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ได้เสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติและรับทราบ โดยมีสาระสำคัญเป็นการปรับเพิ่มแผนก่อหนี้ใหม่สุทธิ 221,200 ล้านบาท เพื่อรองรับภารกิจด้านพลังงานและเสริมสภาพคล่องหน่วยงานภาครัฐ
ทั้งนี้ การกู้เงินดังกล่าวประกอบด้วย การเตรียมความพร้อมรองรับการใช้จ่ายภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 200,000 ล้านบาท การกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 20,000 ล้านบาท และการกู้เงินเพื่อดำเนินกิจการของการไฟฟ้านครหลวงอีก 1,200 ล้านบาท
ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาลในปัจจุบัน
โดยหลังการปรับปรุง แผนก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นจาก 1.259 ล้านล้านบาท เป็น 1.480 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงประมาณ 23,960 ล้านบาท เหลือ 1.620 ล้านล้านบาท ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 27,668 ล้านบาท เป็น 561,194 ล้านบาท จากการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติบรรจุโครงการและรายการเพิ่มเติมในแผนบริหารหนี้สาธารณะอีก 4 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท และเงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานภายในประเทศ
นางจินดารัตน์ ระบุว่า การกู้เงินตามแผนดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังไม่เกินเพดานร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ และเป็นการกู้เงินภายในประเทศ ซึ่งจะทยอยดำเนินการตามความจำเป็นและความพร้อมในการเบิกจ่าย ขณะที่สภาพคล่องในตลาดการเงินไทยยังเพียงพอรองรับการกู้เงินดังกล่าว
ด้านโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังการปรับปรุงแผน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ร้อยละ 68.03 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต
รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและตรงตามวัตถุประสงค์ โดยจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงคณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการตามระเบียบกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน



