ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.กลางปีนี้ วัดใจคนกรุงว่าจะเลือก “ความต่อเนื่อง” หรือ “การเปลี่ยนแปลง”
คอลัมน์ จับกระแสการเมือง / โดย นายนิรนาม / เว็บไซต์โลกธุรกิจ / เผยแพร่ 14 เม.ย.69
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 กำลังถูกจับตาในฐานะ “สนามชี้วัดอารมณ์คนเมือง” อีกครั้ง โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน จะสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้หรือไม่ หากตัดสินใจลงสมัครอีกสมัย
หากประเมินจากฐานเสียงเดิมและภาพลักษณ์โดยรวม ชัชชาติ ยังคงเป็น “ตัวเต็งอันดับหนึ่ง” ของสนามนี้ จากจุดแข็งด้านบุคลิกการทำงานที่เข้าถึงประชาชน ลงพื้นที่ต่อเนื่อง และสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยสร้างภาพจำของ “ผู้ว่าฯ ทำงานจริง”
อย่างไรก็ตาม บริบทของการเลือกตั้งครั้งใหม่แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ชัชชาติลงแข่งในฐานะ “ผู้สมัครทางเลือก” กลายเป็น “ผู้ถูกประเมินผลงาน” เต็มตัว ขณะที่ความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เสียงสะท้อนจากประชาชนในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับ “พอใจ” แต่เริ่มมีข้อวิจารณ์ในประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การจราจร ฝุ่น PM2.5 และผลลัพธ์ของบางนโยบายที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ส่งผลให้คะแนนนิยมแม้ยังแข็งแรง แต่ไม่ใช่ลักษณะ “แลนด์สไลด์” แบบเดิม
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ พรรคประชาชน ซึ่งสร้างปรากฏการณ์กวาดที่นั่ง สส. ในกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา สะท้อนฐานเสียงคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองตรงกันว่า ผลการเลือกตั้ง สส. ไม่สามารถนำมา “แปลงค่า” เป็นคะแนนผู้ว่าฯ ได้โดยตรง เนื่องจากพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งแตกต่างกัน โดยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะเน้นที่ “ตัวบุคคลและความสามารถบริหารจัดการเมือง” มากกว่าความนิยมในตัวพรรค
ถึงกระนั้น ฐานเสียงและโครงสร้างพรรคที่แข็งแรง รวมถึงกระแส “การเปลี่ยนแปลง” ยังคงเป็นแรงส่งสำคัญ หากพรรคสามารถส่งผู้สมัครที่มีศักยภาพสูง มีผลงานเป็นที่ยอมรับ และมีภาพลักษณ์ผู้นำชัดเจน ก็มีโอกาส “เบียดชนะ” ได้เช่นกัน
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจึงมีปัจจัยชี้ขาดหลักอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
คุณภาพของผู้สมัครคู่แข่ง
หากฝ่ายท้าชิง โดยเฉพาะจากพรรคประชาชน ส่งผู้สมัครที่โดดเด่น มีประสบการณ์บริหาร และสามารถสื่อสารนโยบายได้ชัดเจน จะทำให้การแข่งขันสูสีทันที
อารมณ์ของคนกรุงเทพฯ
ระหว่าง “อยากให้ทำต่อ” กับ “อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง” จะเป็นตัวกำหนดทิศทางคะแนน หากความรู้สึกหลัง 4 ปีเริ่มโน้มเอียงไปทางหลัง คะแนนของผู้ว่าฯ คนปัจจุบันอาจถูกบีบลง
จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ (Turnout)
หากคนรุ่นใหม่ออกมาใช้สิทธิสูง จะเป็นฐานคะแนนสำคัญของพรรคประชาชน แต่หาก turnout ไม่สูง ฐานเสียงกว้างของชัชชาติจะได้เปรียบมากกว่า
เมื่อประเมินภาพรวม นักวิเคราะห์มองว่า มีความเป็นไปได้ 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่
ชนะค่อนข้างขาด: หากคะแนนนิยมยังแข็งแรง และคู่แข่งไม่โดดเด่น
ชนะเฉือน: กรณีพรรคประชาชนส่งผู้สมัครตัวท็อป ทำให้คะแนนแบ่งชัด 2 ขั้ว
พลิกแพ้: เกิดขึ้นได้หากมีปัจจัยลบช่วงโค้งสุดท้าย และคู่แข่งมีความพร้อมสูง
ภาพรวมของสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งหน้า จึงยังคงเป็นเกมที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เปรียบในฐานะผู้ดำรงตำแหน่ง แต่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการประเมินผลงาน และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น
ขณะที่ พรรคประชาชน กลายเป็น “ตัวแปรหลัก” ที่อาจเปลี่ยนสมดุลของเกม หากสามารถเสนอผู้สมัครที่ตอบโจทย์คนเมืองได้จริง
ท้ายที่สุด สนามนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของ “คนเดิมกับคนใหม่” แต่เป็นการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ว่า จะเลือก “ความต่อเนื่อง” หรือ “การเปลี่ยนแปลง” ในการกำหนดทิศทางเมืองหลวงในอีก 4 ปีข้างหน้า


