โรงพยาบาลรัฐอ่วม หนี้ค่ายาพุ่ง 6 หมื่นล้าน เสี่ยงกระทบผู้ป่วย กมธ.วุฒิสภาจี้หาทางแก้ด่วน
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เกาะติดปัญหาสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐ หลังพบยอดหนี้ค้างชำระค่ายาและเวชภัณฑ์รวมกว่า 60,000 ล้านบาท สะท้อนความตึงตัวของระบบงบประมาณด้านสาธารณสุขที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง
นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะราย แต่เป็นผลจากโครงสร้างงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยหลายโรงพยาบาลมีภาระค้างชำระยาวนานหลายเดือน ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลเชิงวิชาการชี้ว่า อัตราการจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยใน (IPD) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังต่ำกว่าต้นทุนจริง ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งค่ายา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายบริหาร ส่งผลให้หน่วยบริการต้องแบกรับภาระส่วนต่าง จนเกิดภาวะขาดทุนสะสม
กมธ.แสดงความห่วงใยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเข้าถึงยาและการรักษาของประชาชน เสถียรภาพทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐ และความยั่งยืนของระบบจัดหายา พร้อมมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาและติดตามปัญหา รวมถึงลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากหน่วยบริการในหลายจังหวัด
ด้านนายโสภณ มะโนมะยา ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐกว่า 54% มีเงินบำรุงติดลบ และอีก 15% อยู่ในภาวะวิกฤต ขณะที่งบเหมาจ่ายรายหัวแม้เพิ่มขึ้น แต่ถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรในสัดส่วนสูง ทำให้งบที่ใช้รักษาจริงลดลง
จากการสำรวจภาคสนามพบว่า โรงพยาบาลจำนวนมากเผชิญภาวะ “ยิ่งรักษา ยิ่งขาดทุน” เนื่องจากอัตราชดเชยไม่สอดคล้องต้นทุน และมีรายการอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนหนึ่งไม่สามารถเบิกจ่ายได้
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอแนวทางแก้ไข 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะเร่งด่วนให้ปรับอัตราการจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง ระยะกลางปรับโครงสร้างงบประมาณ โดยแยกเงินเดือนออกจากงบรายหัว และกระจายอำนาจสู่พื้นที่ และระยะยาวมุ่งสู่ระบบจ่ายตามผลลัพธ์สุขภาพ พร้อมบูรณาการกองทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
กมธ.สาธารณสุขย้ำว่า การปฏิรูประบบงบประมาณและการบริหารจัดการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบบริการสุขภาพและความมั่นคงในการดูแลประชาชนในระยะยาว


