Header Ads

เงินบาทอ่อน-สินเชื่อแผ่ว กนง.คงดอกเบี้ย 1% ประคองเศรษฐกิจไม่แน่นอน


กนง. “คงดอกเบี้ย 1.00%” รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่งจากสงครามตะวันออกกลางหวั่นยืดเยื้อกระทบกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว-สินเชื่อ ชี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงใกล้ชิด

นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยเห็นว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง

กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กระทบภาคธุรกิจและกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 2.0 ตามลำดับ จากผลกระทบของสงคราม แม้ก่อนหน้านี้ข้อมูลเศรษฐกิจจะสะท้อนการขยายตัวดีกว่าคาดจากอุปสงค์ในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มอ่อนแรงลง จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรายได้ที่ลดลง ขณะที่สินเชื่อยังทรงตัวในระดับต่ำ เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 จากไตรมาสแรกที่ติดลบร้อยละ 0.5 โดยมีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุน และอาจอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 3.0 ในบางช่วง ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปี 2570 เมื่อแรงกดดันด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย

ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ในปี 2569 และร้อยละ 1.5 ในปี 2570 สะท้อนการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่กระจายเป็นวงกว้าง เนื่องจากอุปสงค์ยังอ่อนแอ

กนง. ระบุว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้เป็นลักษณะ “เงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน” (supply-driven inflation) จึงยังไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยเข้มงวดเพิ่มเติมในทันที แต่ต้องติดตามความเสี่ยงสำคัญ เช่น ราคาพลังงานที่ผันผวน การขาดแคลนวัตถุดิบ และสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อยืดเยื้อกว่าคาด

ในด้านตลาดการเงิน พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลก ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในระดับสูง ส่งผลให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงาน

อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะช่วยพยุงการขยายตัวในปี 2569 ให้สูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ผลดังกล่าวจะลดลงในปีถัดไปเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง

กนง. ย้ำว่า นโยบายการเงินยังคงมุ่งรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงิน โดยพร้อมติดตามสถานการณ์สงครามและปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

Theme images by fpm. Powered by Blogger.