แตกกระทรวง “ท่องเที่ยว–กีฬา” ปฏิรูปประเทศ หรือแค่ “เปลี่ยนป้ายชื่อ”
แนวคิด “ยุบกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” แล้วแยกภารกิจออกเป็นสองขั้ว ย้ายงานท่องเที่ยวไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม และตั้ง “กระทรวงกีฬา” ขึ้นใหม่ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงนโยบายรัฐและการเมืองไทย
หากเกิดขึ้นจริง นี่จะเป็นหนึ่งในการปรับโครงสร้างราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน แต่คือการ รื้อระบบการบริหารประเทศ
คำถามสำคัญคือ นี่คือ การปฏิรูปเชิงนโยบาย หรือเพื่ออย่างอื่น
ความจริงแล้ว แนวคิดแยก “กีฬา” ออกจาก “การท่องเที่ยว” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ต้นทางสำคัญย้อนกลับไปช่วงการปฏิรูปประเทศหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อคณะกรรมาธิการด้านกีฬาเสนอให้ยกระดับกีฬาไทยด้วยการตั้ง กระทรวงกีฬาโดยเฉพาะ หนึ่งในผู้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจนคือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย
เหตุผลในเวลานั้นคือ “กีฬา” ไม่ควรถูกผูกติดกับ “การท่องเที่ยว” เพราะสองภารกิจมีเป้าหมายต่างกัน การท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์เศรษฐกิจ แต่กีฬาเป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา และอุตสาหกรรมกีฬาในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่เคยถูกผลักดันจนเป็นรูปธรรม จนกระทั่งวันนี้ ที่มันถูกหยิบกลับมาอีกครั้ง
ข้อเสนอรอบล่าสุดไม่ได้แค่แยกกีฬาออกเท่านั้น แต่ยังเสนอให้ ย้ายงานท่องเที่ยวไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนตรรกะของ “Soft Power Economy”
นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้เดินทางเพราะสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เพราะ อาหาร ศิลปะ วิถีชีวิต ประเพณี เทศกาล เรียกรวมๆคือ “วัฒนธรรม”
ดังนั้นหากการท่องเที่ยวถูกวางอยู่ภายใต้กระทรวงเดียวกับวัฒนธรรม การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยอาจมีเอกภาพมากขึ้น
ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาเปรียบเทียบบ่อยคือ เกาหลีใต้ ซึ่งใช้วัฒนธรรมและความบันเทิงเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจระดับโลก
อีกด้านหนึ่ง กีฬาวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการอีกต่อไปแต่มันคืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตัวเลขเศรษฐกิจกีฬาโลกมีมูลค่าหลายล้านล้านบาท ตั้งแต่ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ลีกกีฬาอาชีพ การจัดการแข่งขันระดับโลก ธุรกิจอุปกรณ์กีฬา หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับการบริหารกีฬาในระดับรัฐ
แต่คำถามคือถึงขั้น “ต้องตั้งกระทรวงใหม่หรือไม่”
แม้แนวคิดจะฟังดูสวยงามในเชิงนโยบาย แต่ก็เสียงวิจารณ์ก็ไม่ใช่น้อย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางส่วนตั้งคำถามว่า
ปัญหาของกีฬาไทยไม่ได้อยู่ที่ “โครงสร้างกระทรวง” แต่อยู่ที่ระบบงบประมาณ การบริหารสมาคมกีฬา การพัฒนาระบบเยาวชน
การตั้งกระทรวงใหม่จึงอาจกลายเป็นเพียง “การเปลี่ยนป้ายหน้าตึก” โดยที่ปัญหาเดิมยังอยู่
ในทางการเมือง การตั้งกระทรวงใหม่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันหมายถึงมีตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่ม การแบ่งอำนาจใหม่ในรัฐบาล
การสร้างพื้นที่นโยบายให้พรรคการเมือง ดังนั้น นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า แนวคิดนี้อาจมี “สมการการเมือง” ซ่อนอยู่
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลต้องการดำเนินการจริง ต้องแก้กฎหมายสำคัญคือ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
ซึ่งมีกระบวนการต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผ่านวุฒิสภา ก่อนประกาศใช้ และต้องมีการจัดโครงสร้างใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ กรม งบประมาณ บุคลากร
การยุบกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แล้วแตกออกเป็นสองขั้วใหม่ อาจกลายเป็นหนึ่งใน การปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญ ถ้าทำถูกทางมันอาจสร้างเศรษฐกิจซอฟต์พาวเวอร์ อุตสาหกรรมกีฬา
แต่ถ้าทำเพียงครึ่งเดียว มันอาจกลายเป็นเพียงการปรับโครงสร้างบนกระดาษที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรในความเป็นจริง
นั่นคือคำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ก่อนเดินหน้าว่าประเทศไทยต้องการ “กระทรวงใหม่” หรือ “ระบบใหม่” กันแน่


