Header Ads

ถอดรหัส ‘คนเชือน’ เกลื่อนเมือง เด็กหลุดระบบการศึกษาเสพยาหนักกว่า 52% เสี่ยงป่วยจิตเวชเพิ่ม


ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง พบเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา เข้าวงจรยาเสพติดเพิ่มขึ้น ซ้ำติดหลายชนิดร่วมกันกว่า 52% พบ 2 พฤติกรรม เสพติดยา-เสพติดพฤติกรรม หลงผลประโยชน์ในธุรกิจยาเสพติด ชี้เป็นระเบิดเวลา ฝังอยู่ทุกพื้นที่ ขอทุกฝ่ายร่วมกันถอดสลัก ยืดระยะเวลาความเสียหาย “ผู้ก้าวพลาด” เปิดใจ โชคดีถอนตัวทัน หลังสูญเสียทุกความสัมพันธ์ จนเกือบเชือน ต้องเร่ร่อนตามถนน

        วันที่ 10 มีนาคม 69 -ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชนสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดเสวนาหัวข้อ ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง เพื่อสะท้อนปรากฎการณ์ความไม่ปลอดภัยทางสังคม จากผู้ป่วยจิตเวชซึ่งเป็นผลมาจากสารเสพติด รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อร่วมกันหาทางออกอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์ กระตุ้นให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

พญ.กาญจนา วงศ์ศิริ ร่วมเสวนาผ่านระบบวีดีโอทางไกล
⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼
        พญ.กาญจนา วงศ์ศิริ จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สภาวะเชือน ในคนทั่วไปหมายถึงมึนงง ไม่รู้เรื่อง แต่สารเสพติด แอลกอฮอล์ ซึ่งทำงานผ่านการแปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อสมอง ระบบประสาท แอลกอฮอล์จะทำให้เกิดความเคลิ้มสุข สบาย ทำให้เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาเครียดได้ แต่ใช้ไปก็เกิดการเสพติด รวมถึงการติดสารเสพติดชนิดอื่นๆ ด้วยเมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดการดื้อ ต้องใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ฤทธิ์เสพสุขเท่าเดิม สำหรับในสังคมไทยเราพบคนติดสุราในสังคมไทย ทุกกลุ่มอายุ เฉลี่ย 5-10% ส่วนใหญ่คือวัยกลางคน ทั้งนี้การติดสุรา ติดยาเสพติดนั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่การทำงานของสมองจะกลับมาดี หรือทำงานได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าได้รับผลกระทบไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว นอกจากนี้ สุรา ยาเสพติด ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งถือว่า มีปัญหามาก ดังนั้นอยากให้สังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดูแลเด็ก และเยาวชนของเราให้ห่างจากเรื่องเหล่านี้

นายนเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ (ขวาสุด), นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิวิชาการสารเสพติด (กลาง) ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติด
⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼
        นายนเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าปัจจุบันการใช้สารเสพติดของกลุ่มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาน่าเป็นห่วงมาก จากข้อมูลพบว่า กลุ่มที่จบชั้นมัธยมต้นมีสัดส่วนใช้ยาเสพติดหลายตัว 63% ขณะที่กลุ่มที่จบการศึกษาสูงกว่า จะใช้ยาเสพติดหลายตัว 52% รองลงมาคือยาบ้า ทั้งนี้การออกจากการศึกษากลางคันในช่วงมัธยมต้นมีผลต่อการติดยาเสพติด สถานการณ์เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี น้อยสุดคือ 15 ปี ในไทยและภูมิภาคอาเซียนตอนนี้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณยาและคนเสพ โดยพบแอมเฟตามีน หรือยาบ้า สูงสุด และที่มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวที่มีการใช้ร่วมกันคือ ยาบ้า กัญชา และกระท่อม และยังพบว่า เด็กอยากใช้ยาเสพติดชนิดแรงขึ้น จึงเป็นอีกคำตอบหนึ่งว่าทำไมการป่วยจิตเวชจากยาจึงเยอะขึ้น แรงขึ้น ที่มากขึ้นและรุนแรงตามไปด้วยคือการผลักออกจากชุมชน

        “เราต้องยอมรับความจริงว่า เด็กเยาวชนที่ติดยาเสพติดมีอยู่ทุกที่ และไม่มีใครทำให้ยาเสพติดหายไปจากเด็กและเยาวชนได้ เปรียบเหมือนระเบิดเวลาที่มีทุกที่ เรามีเด็กกลุ่มเสี่ยงก่ออาชญากรรมอยู่ทุกที่ เราไม่สามารถหยิบระเบิดเวลาออกมาได้หมด แต่สิ่งที่พอจะทำได้คือ ทำทุกวิถีทางให้ระเบิดเวลาเหล่านี้สงบนิ่ง ไม่ทำงาน ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ที่เปิดใจยอมรับความจริง และเป็นวิธีคิดแบบไม่ผลักออก แต่ต้องโอบกอด ไม่ได้อบอุ่นประคบประหงม แต่ปลอดความรุนแรง รวมกลุ่มเขาเท่านั้น ปล่อยเขาไม่ได้ สุดท้าย คือการชิงเวลา เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกคนเลิกยาได้ในทันที แต่คือการชิงเวลาของการไม่ป่วยจิตเวช ทำให้ระเบิดเวลาเหล่านั้นไม่ทำงานหรือยืดเวลาการทำงานออกไป และให้เขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับสังคมได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อน” นายนเรศ กล่าว


        ด้านนายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิวิชาการสารเสพติด กล่าวว่า สังคมไทยยังมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เด็กเยาวชนอยู่ในวงจรของปัญหายาเสพติด เกิดจากยกระดับพฤติกรรมจากกลุ่มเสี่ยงเป็นผู้เสพ จากผู้เสพเป็นผู้ค้า และเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจยาเสพติด อีกทั้งการเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สามารถเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าคนที่เคยหลงผิดจะปรับเปลี่ยนตัวเองหรือไม่ และยังมีผู้ที่ผ่านระบบยุติธรรมที่ต้องโทษจากคดียาเสพติดออกมาสู่สังคม ปัญหาสำคัญหลายตนเสพติดผลประโยชน์จากยาเสพติด เป็นพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน จากการวิเคราะห์พบว่าเยาวชนที่วนเวียนอยู่ในวงจรยาเสพติดมีพฤติกรรม 2 แบบ คือ การเสพติดสาร และการเสพติดพฤติกรรม จึงเป็นความยากสองชั้นที่ต้องแก้ไขอย่างเข้าถึงและเข้าใจ

        “ข้อเท็จจริงจากการทำงานด้านนี้ พบว่า ยาเสพติดเป็นปัญหาทางสังคมที่เชื่อมโยงกับปัญหาอื่น จึงไม่ใช่แค่การใช้มาตรการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายหรือนำผู้เสพบำบัดฟื้นฟูแล้วจะแก้ไขได้ เพราะสาเหตุของการที่คนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในวงจรของปัญหายาเสพติดนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เด็กที่เข้าสู่วงจรปัญหายาเสพติดอายุน้อยลง และกลุ่มเด็กผู้หญิงมีแนวโน้มการเข้าสู่วงจรยาเสพติดที่น่าเป็นห่วง ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีปัญหาครอบครัว ไม่ได้อยู่กับพ่อ แม่ ยากจน เป็นเด็กหลังห้องที่ระบบการศึกษาไม่สนใจและให้ความสำคัญ เป็นเด็กที่ถูกลืมในสังคม ไม่มีใครฟัง ไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นต้น โดยจุดเริ่มต้นของการเสพติดคือรวมกลุ่มดื่มเหล้า สูบบุหรี่/บุหรีไฟฟ้า ชวนกันต้มน้ำกระท่อม ที่มีส่วนผสมสารเสพติด จากหนึ่งตัว มาสู่การใช้แบบ mix and match จนอาการ “เชือน” หลอนประสาทในที่สุด” นายวัชรพงศ์ กล่าว

นายศิริชัย จูวงษ์ (บน) และ นายสุทิน กรีโรจณี (ล่าง) ร่วมเวทีบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดในช่วงที่ผ่านมา
⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼
        ด้านนายศิริชัย จูวงษ์ อายุ 32 ปี อดีตช่างสักผู้ที่ผ่านพ้นจากวังวนยาเสพติด กล่าวว่า ตนเกิดในครอบครัวหาเช้ากินค่ำทั่วไป ย่านพระราม 4 วัยเด็กจะมีช่วงหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะไปทำงานต่างประเทศ ตนจึงต้องอยู่กับญาติ ใช้ชีวิตทั่วไปคือเรียน ออกไปเล่นกับเพื่อน ติดเพื่อนมากกว่าติดบ้าน เพราะความเหงา ต้องการการยอมรับ จึงเริ่มสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และใช้กัญชา น้ำกระท่อม ต่อมาก็ขยับตามสังคมและวัฒนธรรม ไปใช้สารเสพติดชนิดรุนแรงขึ้น ที่ติดหนักคือเฮโรอีน โปรโคดิล และน้ำกระท่อม ทำให้เกิดภาพหลอน ซึมเศร้า วิตกกังวลในทุกความสัมพันธ์ ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์อะไรไว้ได้ ถ้าตนไม่เลิกยาคงเข้าสู่ภาวะคนเชือนแน่ ๆ และอาจกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชเดินตามถนน หรือไปสร้างปัญหากระทบต่อคนอื่น

        “ตอนนี้ผมมีบทเรียนว่าชีวิตเราประมาทไม่ได้เลย ผลจากความเพลินเกินไปสนุกเกินไปแล้วก็จบที่คำว่าไม่เป็นไร เอาอยู่ สุดท้ายแล้วก็พัง ครอบครัวและคนที่รักเราสำคัญที่สุด ผมเปลี่ยนตัวเองได้เพราะเริ่มเห็นภาพ เริ่มจากที่ไม่เหลืออะไร มิตรภาพ ความสัมพันธ์ การงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเปลี่ยนได้เพราะคิดถึงครอบครัว คนที่คอยช่วยเหลือ และพระเจ้าของผม ตอนนี้ผมอาจเป็นผู้รอดแล้ว และได้มีโอกาสได้นำประสบการณ์ที่ผ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม” นายศิริชัย กล่าว

นางรัชดาภรณ์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ  (ขวา) ร่วมเสวนาผ่านระบบวีดีโอทางไกล
⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼
        ด้านนางรัชดาภรณ์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเบิดพิทยาสรรค์ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า โรงเรียนมีโอกาสดีได้ร่วมงานกับมูลนิธิขวัญชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโครงการจาก สสส. มาทำงานปกป้องเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด เราพยายามทุกทางเพื่อให้เด็กอยู่กับเรา เรียนให้จบให้ได้มากที่สุด ต้องพยายามสุดกำลัง การที่เด็กต้องออกนอกระบบจะเพิ่มโอกาสพลาด สุ่มเสี่ยงไปสู่วงจรยาเสพติดสูงมาก เราไม่อยากเห็นลูกหลานของเราเป็นคนเชือน กลายเป็นจิตเวชหรือต้องถูกดำเนินคดี แม้เด็กบางคนจะมีจุดพลาดไปบ้าง แต่สายตาชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ตัดสินพวกเขาไปแล้วว่าเป็นเด็กมีปัญหา ยิ่งถ้าเด็กเรียนไม่จบ ถูกออกกลางคันจะยิ่งไปกันใหญ่ โรงเรียนจึงพยายามหากิจกรรมช่วยจุดประกายพวกเขา มันต้องเริ่มจากการที่ให้เขาเข้าใจ ไม่ใช่ครูไปบ่น ไปต่อว่าจับผิด ตำหนิเขาตลอดเวลา เด็กต้องเกิดจากกระบวนการคิดจากข้างใน การมีพื้นที่ปลอดภัยของเด็กๆ ให้เขาไว้วางใจกล้าที่จะเล่าจะพูดเรื่องราวของตัวเองที่ต้องเผชิญปัญหา

        “ตอนนี้ที่โรงเรียนกำลังพัฒนาห้องเล็กๆ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักเรียน ถ้าเด็กๆรู้ตัวว่าพลาด กังวล เศร้า ล้ม อยากให้เขารู้ว่าเขายังมีพวกเรานะ ไม่ใช่มีแค่ตัดสินพวกเขาเพียงแค่ผลการเรียน พวกเขาต้องมีที่ให้ได้หยุดพักใจจริงๆ ได้ทบทวนตัวเอง ได้ระบายกับคนที่ไว้ใจได้ เราเชื่อว่าเขาจะค่อยๆได้สติ และรู้ตัวเองว่าควรไปทางไหน ที่ตรงนี้ไม่ต้องการคาดคั้นอะไรจากเขาเลยแค่อยากให้เขาได้พักจริงๆ และเร็วๆนี้เรากำลังชวนนักจิตวิทยามาร่วมออกแบบห้องของเรา กระบวนการภายในเพื่อให้บรรยากาศมันเอื้อ สอดรับกับความต้องการของเด็กๆ” นางรัชดาภรณ์ กล่าว

นายเตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมแสดงความเห็น
⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼

Theme images by fpm. Powered by Blogger.