สำเร็จเกินคาด! เทศบาลนครนครสวรรค์จับมือม.เจ้าพระยาใช้ทุนวัฒนธรรมปลุกเศรษฐกิจเมืองเก่าถนนสุชาดากลับมาคึกคักอีกครั้ง
โครงการวิจัยของ มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา เดินหน้าฟื้นฟูย่านเมืองเก่าปากน้ำโพใน นครสวรรค์ ด้วยการพัฒนาตลาดวัฒนธรรมบนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตชุมชน จุดประกายให้ย่านที่เคยเงียบเหงากลับมาคึกคัก ร้านค้าเปิดยาวถึงดึก อาคารร้างเริ่มกลับมาใช้ประโยชน์ พร้อมวางเป้าสร้างผู้ประกอบการวัฒนธรรมและกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อผลักดันเมืองเก่าสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในระยะยาว
คณะนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา นำโดย ผศ.ดร.กฤษณะ ดาราเรือง ดำเนินโครงการ “การพัฒนาตลาดปากน้ำโพด้วยฐานทุนวัฒนธรรมและกลไกความร่วมมือ” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่เมืองเก่าใน นครสวรรค์ ให้กลับมามีชีวิตชีวา พร้อมยกระดับสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากเทศบาลเทศบาลนครนครสวรรค์
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายศึกษารวบรวมทุนทางวัฒนธรรมของเมืองปากน้ำโพ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบตลาดวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ฟื้นฟูและพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมให้แข่งขันได้ ตลอดจนพัฒนากลไกบริหารจัดการตลาดวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในพื้นที่
การดำเนินงานครอบคลุมการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลทุนวัฒนธรรม การจัดเวทีเสวนาและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การวิเคราะห์ศักยภาพผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรม การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ รวมถึงการทดลองจัดตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ผศ.ดร.กฤษณะ ดาราเรือง หัวหน้าโครงการวิจัย (เสื้อสีแดง) พร้อมทีมวิจัยถ่ายภาพร่วมกับนายสมศักดิ์ อรุณสุรัตน์ ประธานสภาเทศบาลนครนครสวรรค์ (เสื้อลาย)
⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼
พื้นที่เป้าหมายครอบคลุม 7 ย่านสำคัญของเมืองปากน้ำโพ เช่น ย่านหน้าผา ย่านตลาดลาว ย่านตลาดริมแม่น้ำ ย่านวัดโพธาราม–ตลาดบ่อนไก่ และย่านชุนหงส์ โดยมีแนวทางพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม แหล่งอาหารพื้นถิ่น ถนนคนเดิน และศูนย์เศรษฐกิจชุมชน เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตท้องถิ่น
โครงการได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ เทศบาลนครนครสวรรค์ หน่วยงานด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา กลุ่มศิลปิน และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองด้วยทุนวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการจัดตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Suchada Street Style” เพื่อปลุกย่านเมืองเก่าด้วยงานสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 9,000 คนต่อวัน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้า สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 1.78 ล้านบาท และก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมกว่า 2.01 ล้านบาท จากงบประมาณดำเนินงานประมาณ 226,256 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเกือบ 8 เท่า
โครงการตั้งเป้าพัฒนาตลาดวัฒนธรรมอย่างน้อย 1 แห่ง จัดกิจกรรมต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง สร้างผู้ประกอบการวัฒนธรรมไม่น้อยกว่า 20 ราย และพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมต้นแบบอย่างน้อย 10 รายการ พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองในระดับท้องถิ่นและจังหวัดต่อไป
การพัฒนาตลาดปากน้ำโพด้วยทุนวัฒนธรรมครั้งนี้ นับเป็นต้นแบบการฟื้นฟูย่านเมืองเก่าด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาคณะผู้วิจัยในนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมการจัดกิจกรรมครั้งที่ 6 ภายใต้ธีมงาน “Love In Red Suchada Festival Chinese Love Fest” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ โดยภายในงานนอกจากมีการออกร้านขายสินค้าท้องถิ่นแล้วยังมีการแสดงเชิดสิงโต บริการเช่าชุดจีนใส่ถ่ายภาพ การแข่งขันการทำอาหารอัตลักษณ์ท้องถิ่นภายใต้หัวข้อ “รสสวรรค์ปากน้ำโพ” และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายโดยได้รับความสนใจจากคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
นายสมศักดิ์ อรุณสุรัตน์ ประธานสภาเทศบาลนครนครสวรรค์ กล่าวว่า ปัจจุบันนครสรรค์มีย่านเศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากทำให้ย่านเมืองเก่าซบเซาลงไป อย่างย่านถนนสุชาดาปรกติหลัง 16.00 น.ก็เงียบ ร้านค้าปิดกันหมด เลยมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรที่จะปลุกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เทศบาลฯจึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเจ้าพระยาทำการวิจัยโดยลงไปดูพื้นที่จริง พูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อหาแนวทางหรือรูปแบบกิจกรรมเพื่อปลุกให้ย่านเมืองเก่าฟื้นคืนชีพขึ้นมา โดยมีการจัดกิจกรรมนำร่องมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน การค้าขายจากที่เคยเเงียบเหงาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากที่ปิดร้านเร็วก็ขยายเวลาปิดร้านออกไปจนดึก บางร้านที่ปิดตายไปก่อนหน้านี้ก็กลับมาเปิดใหม่ อาคารต่างๆในย่านที่ถูกทิ้งร้างก็เริ่มมีคนมาขอเช่าของเซ้งเพื่อเปิดร้าน
อย่างไรก็ตามการจะทำให้เกิดความยั่งยืนคงหวังพึ่งแต่กำลังซื้อของคนในพื้นที่อย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องคิดกันต่อไปว่าจะทำอย่างไรถึงจะดึงนักท่องเที่ยวนอกพื้นที่ให้มาเที่ยว มาจับจ่ายใช้สอยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งนอกจากย่านถนนสุชาดาแล้วก็จะทำโครงการแบบเดียวกันนี้ในย่านเมืองเก่าอื่นๆด้วย
“การจะทำให้เกิดความยั่งยืนต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมโดยเฉพาะคนในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี” ประธานสภาเทศบาลนครนครสวรรค์ กล่าวและว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปคืนเราต้องถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นอัตลักษณ์และเอกลักษ์ของย่านไปสู่คนรุ่นใหม่เพื่อให้เขาซึมซับเรื่องเหล่านี้จะได้มาสานต่อให้เกิดความยั่งยืน
ผศ.ดร.กฤษณะ ดาราเรือง หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในพื้นที่หลายครั้งที่ผ่านมาได้เชิญเยาชนคนรุ่นใหม่มาพูดคุยให้เขาร่วมออกแบบกิจกรรม จัดพื้นที่ให้เขาได้แสดงออก ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยดึงคนรุ่นเดียวกันเข้ามาเที่ยวในพื้นที่ได้
“เป้าหมายสูงสุดของโครงการวิจัยนี้คือทำอย่างไรให้มีนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยวแม้ในช่วงที่ไม่ได้มีการจัดกิจกรรมซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนขึ้นได้” ผศ.ดร.กฤษณะ กล่าวและว่า กิจกรรมภายในโครงการวิจัยยังเหลืออีกหนึ่งครั้งก่อนสิ้นสุดโครงการ ก็ได้รับเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆว่าอยากให้เราทำต่อ ซึ่งแน่นอนว่าเราคงไม่ทิ้ง กำลังคิดกันอยู่ว่าจะเดินต่ออย่างไร โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ใช้จัดกิจกรรมจะพึ่งฝ่ายราชการหรือเทศบาลอย่างเดียวคงไม่ได้ คงต้องมีสปอนเซอร์ มีผู้สนับสนุนเงินทุนจัดกิจกรรม ที่คุยกันคือต้องมีกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่มาจากหลายภาคส่วนเพื่อเข้ามาบริหารจัดการต่อทั้งในเรื่องการจัดกิจกรรม การหาผู้สนับสนุน ฯลฯ
ผศ.ดร.กฤษณะ กล่าวด้วยว่า นครสวรรค์มีทุนทางวัฒนธรรมหลากหลายและแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่เอามาใช้ต่อยอดสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามหากจะให้ยั่งยืนก็ต้องผสมผสานให้มีความร่วมสมัย ไม่ใช่ว่าพอพูดถึงเรื่องตลาดวัฒนธรรมจะต้องนำเสนอแต่ของเก่าหรือว่าย้อนยุคเพียงอย่างเดียว ต้องประยุกต์ให้คนทุกช่วงวัยมาเที่ยว มาใช้เวลาในพื้นที่ได้










