“ณัฐพงษ์” จี้ กกต. ตรวจสอบบัตรเสีย-บัตรเขย่ง ชี้หลายพื้นที่ผิดปกติ ย้ำไม่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานข้อมูลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ สส.เขต และการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ข้อมูล ณ เวลา 08:53 น. วันที่ 9 ก.พ. 69
ความคืบหน้าของการนับคะแนน จำนวนหน่วยเลือกตั้ง ทั้งหมด (+) 101,620 นับเสร็จ 94,408 คิดเป็น 94.00%
สถิติการนับคะแนน สส. แบ่งเขต บัตรดี 31,768,705 บัตรเสีย 1,228,683 บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,437,109 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ
34,434,497 คน จากผู้มีสิทธิ52,922,923คน คิดเป็น 65.07%
สถิติการนับคะแนนบัญชีรายชื่อ บัตรดี 31,838,525 บัตรเสีย 1,550,185 บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,006,110 ผู้มาใช้สิทธิ
34,394,820 คน จากผู้มีสิทธิ52,922,923คน คิดเป็น 64.99%
สถิติการนับคะแนนลงประชามติ บัตรดี 33,265,306 บัตรเสียทั้งฉบับ 871,703 ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน จากผู้มีสิทธิ52,922,923คน คิดเป็น 64.50%
หมายเหตุ: ผลคะแนนเลือกตั้ง สส. อย่างไม่เป็นทางการ ได้ผ่านการตรวจสอบของ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล และอนุกรรมการประจำอำเภอ/เขตเลือกตั้งในเบื้องต้นแล้ว
ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทย ได้ สส. 193 คน แยกเป็น สส.เขต 174 คน สส.บัญชีรายชื่อ 19 คน
พรรคประชาชน ได้ สส.118 คน แบ่งเป็น สส.เขต 87 คน สส.บัญชีรายชื่อ 31 คน
พรรคเพื่อไทย ได้ สส. 74 คน แบ่งเป็น สส.เขต 58 คน สส.บัญชีรายชื่อ 16 คน
พรรคกล้าธรรม ได้ สส. 58 คน แบ่งเป็น สส.เขต 56 คน สส.บัญชีรายชื่อ 2 คน...
พรรคประชาธิปัตย์ ได้ สส. 22 คน แบ่งเป็น สส.เขต 10 คน สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน
พรรคไทรวมพลัง ได้ สส. 6 คน แบ่งเป็น สส.เขต 5 คน สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรคประชาชาติ ได้ สส. 5 คน แบ่งเป็น สส.เขต 4 คน สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรคพลังประชารัฐ ได้ สส. 5 คน แบ่งเป็น สส.เขต 4 คน สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรคเศรษฐกิจ ได้ สส. 3 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อทั้ง 3 คน ไม่มี สส.เขต
พรรคไทยสร้างไทย ได้ สส. 2 คน แบ่งเป็น สส.เขต 1 คน สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ สส. 2 คน เป็นสส.บัญชีรายชื่อทั้ง 2 คน ไม่มี สส.เขต
พรรคเพื่อชาติไทย ได้สส. 2 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อทั้ว 2 คน ไม่มี สส.เขต
พรรคทางเลือกใหม่ ได้สส. 1 ที่นั่ง เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรคไทยทรัพย์ทวี ได้ สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรคไทยภักดี ได้สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรคประชาธปไตยใหม่ ได้สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรคมิติใหม่ ได้สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรครวมใจไทย ได้สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรครวมพลังประชาชน ได้สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรคเสรีรวมไทย ได้สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรคใหม่ ได้สส. 1 คน เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีสส.เขต
พรรคโอกาสใหม่ : 1 ที่นั่ง เป็น สส.เขต ไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ
กกต.คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาความถูกต้องของผลคะแนนและข้อร้องเรียนต่างๆ ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ภายใน 60 วัน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงอัพเดตผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ระบุว่าจากการติดตามข้อมูลเบื้องต้น พรรคประชาชนคาดว่าจะได้ สส.เขตราว 88 เขต และ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 30 กว่าที่นั่ง ทั้งนี้ยังต้องรอผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. เพื่อความชัดเจน
นายณัฐพงษ์ เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบความผิดปกติในการนับคะแนน ในหลายพื้นที่ โดยย้ำว่าพรรคน้อมรับผลการเลือกตั้ง แต่ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมายและต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ ตัวอย่างกรณีที่พบความผิดปกติ เช่น ลำปาง เขต 2 ที่มีบัตรเสียกว่า 7,000 ใบ ขณะที่ผลแพ้ชนะต่างกันราว 2,000 คะแนน และ ขอนแก่น เขต 3 ซึ่งแพ้ชนะกันเพียงหลักร้อย แต่มีบัตรเสียและบัตรเขย่งสูงผิดปกติ รวมถึงกรณี ปทุมธานี ที่มีการปิดห้องนับคะแนน แม้ผลไม่เปลี่ยนมาก แต่กระบวนการต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
ทั้งนี้พรรคได้มอบหมายให้ ธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษากฎหมายพรรค เป็นผู้ประสานตรวจสอบทุกกรณี พร้อมเปิดรับข้อมูลจากประชาชนและทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม เช่น เครือข่ายรับเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้ง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล นายณัฐพงษ์ ย้ำจุดยืนเดิมว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับหนึ่งควรเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน และตราบใดที่เป็นเช่นนั้น พรรคประชาชนไม่สามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้
สำหรับบทเรียนจากการเลือกตั้ง พรรคประชาชนยอมรับว่ามีหลายปัจจัย ทั้งการบริหารจัดการภายใน บริบทการแข่งขัน และกลยุทธ์ทางการเมืองของคู่แข่ง ซึ่งพรรคจะนำไปทบทวนอย่างละเอียด พร้อมยืนยันว่าจะทำงานหนักขึ้น สร้างเครือข่ายเชิงลึกในพื้นที่ และเดินหน้าการเมืองที่ยึดโยงประชาชน โดยไม่พึ่งระบบอุปถัมภ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป



