SCGD โชว์กำไรปี 68 โต 15% สะท้อนฐานะการเงินแข็งแรง ขยายฐานผลิตเวียดนาม ประกาศเดินหน้า 3 กลยุทธ์ สร้างกำไรยั่งยืนท่ามกลางตลาดผันผวน
27 มกราคม 2569 – SCGD เผย EBITDA ที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบค่าเงิน เติบโตขึ้น 7%ในปีนี้ ตามระดับที่คาดไว้ ขณะที่กำไรเติบโต 15% จากปีก่อน ท่ามกลางความท้าทาย จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นศักยภาพตลาดเวียดนาม เดินหน้าลงทุนขยายฐานการผลิตโรงงาน DAI LOC เวียดนามตอนกลาง รองรับการเติบโตในอนาคต ควบคู่การขยายพอร์ตสินค้า HVA – SVP และสินค้าใหม่ในไทย เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง พร้อมจ่ายเงินปันผลเพิ่ม 0.19 บาทต่อหุ้น ดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่องแม้ในยุคเศรษฐกิจผันผวน
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ผลประกอบการไม่รวมรายการพิเศษ ปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 3,351 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับปีอยู่ที่ 1,010 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% และ 11% จากปีก่อน มีรายได้ 22,676 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน และหากไม่รวมผลกระทบของค่าเงินบาทแข็งค่าด้วยแล้ว EBITDA และกำไรสำหรับปีจะดีขึ้น 7% จากปีก่อน และ 15% จากปีก่อน ตามลำดับ
สำหรับไตรมาส 4 ของปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 759 ล้านบาท ดีขึ้น 4% จากปีก่อน กำไร 199 ล้านบาทดีขึ้น 12% จากปีก่อน ถึงแม้รายได้จะลดลง 11% อยู่ที่ 5,308 ล้านบาท จากการบริหารจัดการต้นทุนและการบริหารภายในที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ท้าทาย
![]() |
| นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGD (ขวา) นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD (ซ้าย) ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
1.) ชูเวียดนามเป็นเสาหลักเชิงกลยุทธ์การเติบโต ยกระดับเวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของภูมิภาค โดยมี PRIME GROUP เป็นกลไกหลักในการรองรับการเติบโตของวัสดุตกแต่งพื้นผิวในตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่ง PRIME มีปริมาณการขายกระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) สูงสุดในปี 2568 กว่า 13.5 ล้านตารางเมตร ล่าสุด SCGD ลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตร ที่โรงงาน DAI LOC ตั้งอยู่ทางเวียดนามตอนกลาง สอดรับกับความต้องการ GP ที่สูงขึ้นในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออกคาดโครงการแล้วเสร็จปลายปี 2569 ส่งผลให้ในอนาคต PRIME จะมีกำลังการผลิต GP รวม เป็น 25.6 ล้านตารางเมตร หรือ 32% ของกำลังการผลิตรวม และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเป็น 45 ล้านตารางเมตร
ในปี 2573 นอกเหนือจากศักยภาพการผลิตและต้นทุนที่สามารถแข่งขันในตลาดได้แล้ว PRIME ยังเพิ่มโอกาสทางการขายด้วยสินค้าที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงความต้องการ ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล Bottom of Form
2.) รักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ ผ่านการนำเสนอสินค้าใหม่พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมคนรุ่นใหม่ กลุ่มรักสุขภาพ และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงความต้องการสินค้าคุณภาพสูง ดีไซน์สวย และฟังก์ชันที่คุ้มค่า โดยในไตรมาส 4 กลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง HVA (High Valued Added) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีสัดส่วนยอดขาย 39% ของรายได้ ขณะที่กลุ่มสินค้า SVP (Smart Valued Product) หรือสินค้าคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ มีสัดส่วนรายได้ 16% ของรายได้ โดยมุ่งดำเนินการ 3 แนวทาง ดังนี้
● นำเสนอสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด สร้างความหลากหลายของพอร์ตสินค้า ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดย SCGD มียอดขายจากกลุ่มสินค้าใหม่กว่า 800 ล้านบาทในปี 2568 เติบโต 47% เทียบปีก่อน
● มุ่งพัฒนากลุ่มสินค้า HVA อย่างต่อเนื่อง อาทิ นวัตกรรม Wetguard+ จาก COTTO ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อพื้นเปียก และให้สัมผัสนุ่มสบายเมื่อพื้นแห้ง รวมถึงกระเบื้องตกแต่งภายนอก (Exterior Tile) จาก COTTO ที่มีความแข็งแกร่ง กันลื่น ทนแดด ทนสารเคมี ดูแลง่าย รองรับการใช้งานได้หลากหลาย
● เดินหน้าขยายพอร์ตสินค้า SVP เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มตลาดมวลชนได้อย่างครอบคลุม อาทิ กระเบื้องแฟมิลี พื้น Floor PRO เป็นต้น
![]() |
| กระเบื้องเกรซ พอร์ชเลน จากการ PRIME GROUP ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
นอกจากนี้ ยังสามารถเจรจาลดต้นทุนวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารจัดการปรับโครงสร้างธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตของ SCGD ด้วยการดำเนินงานผ่านการนำเทคโนโลยี Automation อาทิการออกแบบสินค้า การใช้หุ่นยนต์ในการพ่นสี รวมถึงการลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการด้วยการปรับลดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการควบคุมสินค้าคงคลังและการบริหารลูกหนี้การค้า ขณะเดียวกัน ยังสามารถลดต้นทุนทางการเงิน จากการทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม และการชำระคืนหนี้บางส่วน โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 280 ล้านต่อปี”
นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวว่า “สำหรับปี 2568 บริษัทสามารถขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ไปยังต่างประเทศ และเพิ่มผู้แทนจำหน่ายเป็น 201 ราย และมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ อยู่ที่ 520 ล้านบาท อีกทั้งต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวสู่การนำเสนอสินค้าตกแต่งพื้นผิวที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยสินค้าวัสดุตกแต่งพื้นผิว SPC (Stone Plastic Composite) มีปริมาณการขายอยู่ที่ 1.2 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 55% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับลดต้นทุนเพิ่มความสามารถแข่งขันกับคู่แข่งระดับโลกได้ โดยในไตรมาส 4 สามารถลดต้นทุนได้ 20% เทียบต้นปี 2568 และยังทำต่อเนื่อง รวมทั้งมียอดขายจากธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง เพื่อต่อยอดไปสู่อาเซียนในอนาคต เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน
![]() |
| สุขภัณฑ์จากเเบรนด์ COTTO ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
“คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.34 บาท แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท เพื่อเป็นการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจจะเติบโต ด้วยการดำเนินงานอย่างมีกลยุทธ์ และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง” นายนำพลกล่าวปิดท้าย







