ครม.ไฟเขียวคลังค้ำประกันเงินกู้เสริมสภาพคล่อง “อ.ส.ค.–ขสมก.” รวมกว่า 9.5 พันล้านบาท คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ไม่สร้างภาระผูกพันรัฐบาลชุดใหม่
วันที่ 13 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้รัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับความเห็นชอบไว้แล้ว
สำหรับกรณีของ อ.ส.ค. คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีเพื่อสำรองสภาพคล่อง วงเงิน 400 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน เนื่องจากผลกระทบจากยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในช่วงปี 2568 ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้ง อ.ส.ค. ต้องรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเพิ่มเฉลี่ยวันละ 55 ตัน เพื่อช่วยเหลือผู้เลี้ยงโคนม ส่งผลให้ผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง และมีผลขาดทุนสะสมในช่วงเดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 รวมกว่า 403 ล้านบาท
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบในหลักการ พร้อมเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อ.ส.ค. เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหานมกล่องค้างสต๊อก เพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพิจารณาแนวทางลดต้นทุนการผลิตน้ำนมในประเทศอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ ขสมก. กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินในปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 9,111.50 ล้านบาท จากวงเงินกู้รวมทั้งสิ้น 47,430.50 ล้านบาท ซึ่งได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะแล้ว โดยเงินกู้ส่วนหนึ่งใช้ชำระหนี้เดิมที่ครบกำหนดจำนวน 38,319 ล้านบาท และอีกส่วนใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการดำเนินงาน เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าเหมาซ่อม และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ
รองโฆษกฯ ระบุว่า ขสมก. ประสบปัญหาสภาพคล่องจากการไม่ได้รับเงินชดเชยผลขาดทุนตามจำนวนจริง ประกอบกับการปรับแผนรับมอบรถโดยสารพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อรักษาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยการกู้เงินครั้งนี้จะช่วยให้ ขสมก. ประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้ประมาณ 169.93 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 58.92
ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การอนุมัติเงินกู้ของทั้งสองหน่วยงานเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่เข้าข่ายเป็นการสร้างภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดถัดไป คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณาอนุมัติได้ตามอำนาจหน้าที่



