Header Ads

สสส. โชว์ประเมินงานสร้างเสริมสุขภาพเห็นผลจริง เดินหน้าขับเคลื่อนเชิงนโยบายปกป้องคนไทยอย่างยั่งยืน


กรุงเทพฯ
ท่ามกลางความท้าทายด้านสุขภาพของสังคมไทยที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยืนยันเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “สร้างนำซ่อม” มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง เสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดี และขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สุขภาวะอย่างยั่งยืน

        คุณรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) สสส. เปิดเผยว่า การทำงานของ สสส. ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรณรงค์เชิงพฤติกรรมรายบุคคล แต่เป็นการจัดการ “ปัจจัยกำหนดสุขภาพ” ในเชิงระบบ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพในระยะยาว

        หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ คือการนำกรอบแนวคิดจากกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือหลัก ผ่าน 5 กลยุทธ์ ได้แก่ การผลักดันนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย การเสริมพลังชุมชน การพัฒนาทักษะและความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน และการปรับระบบบริการสุขภาพให้เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา

        ควบคู่กันนี้ สสส. ยังใช้ยุทธศาสตร์ “ไตรพลัง” เป็นแกนกลางในการทำงาน ประกอบด้วย พลังปัญญา พลังสังคม และพลังนโยบาย เพื่อให้การขับเคลื่อนสุขภาวะเกิดผลในทุกมิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่ลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว


ผลประเมินชี้ชัด งานควบคุมบุหรี่–บุหรี่ไฟฟ้าเห็นผลจริง

        จากผลการประเมินการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา สสส. ระบุว่า งานควบคุมการบริโภคยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการที่ดำเนินงานในระดับพื้นที่และสถานศึกษา ซึ่ง สสส. ให้การสนับสนุนโครงการด้านการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 7 โครงการ และมีการติดตามประเมินผลทุกโครงการอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และแผนงานระยะยาว 5 ปี

        ข้อมูลจากการประเมินพบว่า โรงเรียนที่อยู่ในเครือข่ายการทำงานของ สสส. มีระดับความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชนจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าน้อยกว่าโรงเรียนที่อยู่นอกเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงประสิทธิผลของการทำงานเชิงพื้นที่ การเสริมศักยภาพครู และการสร้างกลไกการเรียนรู้ด้านสุขภาพในระบบการศึกษา

        สิ่งที่เห็นชัดเจนคือระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy ของเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเข้าใจผิดที่เคยเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน หรือช่วยเลิกบุหรี่ได้ ลดลงอย่างมาก จากการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและต่อเนื่อง” ผู้อำนวยการสำนัก 1 กล่าว


บุหรี่–แอลกอฮอล์ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง

        คุณรุ่งอรุณ เน้นย้ำว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช่เพียงภารกิจตามแผนงาน แต่เป็นพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เนื่องจาก สสส. บริหารจัดการงบประมาณจากภาษีสรรพสามิต หน้าที่สำคัญคือการเปลี่ยน “ต้นทุนความเสี่ยงทางสังคม” ให้กลายเป็น “ต้นทุนสุขภาวะ” ของประชาชนอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้

        ในมิติการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย สสส. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ตัวแทนหรือนอมินีของผู้ประกอบการเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการกำหนดกติกา ออกกฎหมาย หรือข้อบังคับต่าง ๆ เพราะหากมาตรการด้านสุขภาพถูกบิดเบือน ผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชนโดยตรง

        ขณะเดียวกัน สสส. ยังต้องเฝ้าระวังกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกของผู้ประกอบการ ที่ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโฆษณา แต่ขยายไปสู่การสนับสนุนกิจกรรมในโรงเรียน ชุมชน กีฬา ศิลปะ ดนตรี รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัล เกมออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนและควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น


สร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลที่ถูกต้อง” รับมือข้อมูลเท็จและ AI

        สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 สสส. เตรียมยกระดับการทำงานเพื่อรับมือความท้าทายใหม่ โดยเฉพาะปัญหาข้อมูลสุขภาพที่บิดเบือน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในการผลิตเนื้อหาที่อาจสร้างความเข้าใจผิดในสังคม สสส. จึงตั้งเป้าเร่งสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลที่ถูกต้อง” ควบคู่กับการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถรู้เท่าทันและป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน

        ผู้อำนวยการสำนัก 1 ย้ำว่า งานสร้างเสริมสุขภาพไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา ผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม ไปจนถึงหน่วยงานรัฐ หากทุกฝ่ายร่วมกันเฝ้าระวัง ปฏิบัติตามกติกา และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพจะลดลงได้อย่างแท้จริง

        ในท้ายที่สุด บทบาทของ สสส. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ “เลิกบุหรี่” หรือ “งดเหล้า” แต่คือการขับเคลื่อนเชิงระบบ เพื่อทำให้สังคมไทยตระหนักร่วมกันว่า สุขภาพไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

Theme images by fpm. Powered by Blogger.