Header Ads

เปิดมิติใหม่ดูแลเส้นผมจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ไทย จุฬาฯ-มหิดล ถ่ายทอดเทคโนโลยี “AnthoRice™ Complex” เตรียมทดสอบทางคลินิกที่ศิริราช ก่อนส่งเขย่าตลาดเวชสำอางโลก


กรุงเทพฯ, 17 ธันวาคม 2568 - คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศความสำเร็จของความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนา AnthoRice™ Complex นวัตกรรมเวชสำอางจากสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ของไทย ผสานเทคโนโลยี StemAktiv® ที่ผ่านการวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ มุ่งแก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง และผมขาวก่อนวัยในระดับกลไกของเซลล์อย่างเป็นระบบ

ความร่วมมือดังกล่าวได้มีการจัดพิธีลงนามสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี ณ อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยถ่ายทอดสิทธิการพัฒนาและการนำผลงานออกสู่ตลาดให้แก่ บริษัท จุฬาฟาร์เทค จำกัด และ บริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นประธานพิธี พร้อมด้วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามเป็นพยาน

(จากซ้าย) คุณอรธิชา ธรรมเกิทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด, ภญ.ปณิธิตา พฤกษะวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.จุฬาฟาร์เทค จำกัด
⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻
ผลงานวิจัยที่เป็นฐานสำคัญของ AnthoRice™ Complex ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร in vivo 38: 1767-1774 (2024) โดยพบว่า สารสกัดจากสมุนไพรไทย 5 ชนิด ได้แก่ อัญชัน มะขามป้อม มะกรูด ถั่วเหลือง และรางจืด สามารถกระตุ้นยีนความเป็นสเต็มเซลล์ (OCT4, NANOG, SOX2) ในเซลล์รากผมมนุษย์ได้สูงถึง 5-6 เท่า ผ่านเทคโนโลยี StemAktiv® ขณะเดียวกัน สารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ซึ่งอุดมด้วย Anthocyanin สามารถกระตุ้นการสร้างเมลานินผ่าน 2 เส้นทางพร้อมกัน คือ SRC Pathway และ AKT/GSK3β/β-catenin Pathway นับเป็นแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาผมร่วงและผมขาวก่อนวัยที่ระดับเซลล์

(จากซ้าย) รองศาสตราจารย์ นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ดร.ภก.ปิติ จันทร์วรโชติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศาสตราจารย์ ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻
ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ปิติ จันทร์วรโชติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า AnthoRice Complex เป็นการนำองค์ความรู้ด้านสเต็มเซลล์ของสมุนไพรไทยที่ได้วิจัยมานับสิบปี มาบูรณาการกับทรัพยากรไทยอย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ จนได้ผลทดสอบทางแล็ปปฏิบัติการอย่างน่าพึงพอใจ และเป็นที่น่าภูมิใจมากที่ในวันนี้เราได้ยกระดับงานวิจัยไปได้อีกขั้นอย่างเป็นระบบ กับการทดสอบทางคลินิก ณ โรงพยาบาลศิริราช

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า องค์ความรู้ด้านแอนโทไซยานินและชีววิทยาของเม็ดสี เป็นฐานสำคัญในการอธิบายศักยภาพของข้าวไรซ์เบอร์รี่ในมิติของสุขภาพเส้นผมอย่างเป็นระบบ ทำให้เราได้เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของข้าวไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และนี่จะเป็นต้นแบบของระบบนิเวศที่ยั่งยืน

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า การวิจัยทางคลินิกที่ศิริราชจะเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ AnthoRice™ ในอาสาสมัคร เราจะประเมินความหนาแน่นของเส้นผม การเปลี่ยนแปลงของสีผม และสุขภาพหนังศีรษะตลอด 24 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมบางหรือผมขาวก่อนวัย นี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่มาจากงานวิจัยไทยอย่างแท้จริง


ทั้งนี้  AnthoRice™ Complex เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจรครั้งแรกของไทย เริ่มตั้งแต่เกษตรกรข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์กว่า 50 ครอบครัวในจังหวัดพิจิตร ผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ควบคุมการผลิตโดยบริษัท จุฬาฟาร์เทค จำกัด ตามมาตรฐาน GMP และขับเคลื่อนสู่สังคมโดยบริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด

โครงการนี้มีเป้าหมายยกระดับนวัตกรรมเวชสำอางจากทรัพยากรธรรมชาติของไทยสู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิดความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม

        ติดต่อสอบถาม- ข้อมูลเพิ่มเติม
        Website: www.anthoricethailand.com
        Facebook: AnthoRiceOfficial
        LINE: @AnthoRice


ผู้บริหารจุฬาฯ-มหิดล ชี้ความร่วมมือ AnthoRice™ ต้นแบบมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ–สังคมด้วยงานวิจัย


ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอนหรือการทำวิจัยเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่บูรณาการองค์ความรู้ การวิจัย และการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนคือการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีศักยภาพและมีเป้าหมายร่วมกัน

ความร่วมมือระหว่างคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของพลังความร่วมมือระหว่างสถาบันชั้นนำ ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่งานวิจัยและนวัตกรรมที่จับต้องได้ และสร้างคุณค่าได้มากกว่าระดับผลิตภัณฑ์ แต่ยังครอบคลุมถึงมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่การเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร การยกระดับมูลค่าผลผลิตพื้นฐานอย่างข้าว ไปจนถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาวะของประชาชนไทยในภาพรวม

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻
ด้านศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองมหาวิทยาลัยเป็นการยกระดับงานวิจัยจากองค์ความรู้เชิงทฤษฎีไปสู่การประยุกต์ใช้จริงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการนำผลงานวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เข้าสู่การทดสอบทางคลินิก ณ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการบูรณาการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงภาคเอกชนที่มีบทบาทด้านการผลิตเชิงพาณิชย์และการตลาด ทำให้งานวิจัยสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการจำหน่ายจริง โดยโมเดลความร่วมมือนี้ถือเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้ยากในประเทศไทย และสะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งหากขยายผลไปสู่สมุนไพรหรือผลิตผลทางการเกษตรและอาหารชนิดอื่น ๆ ของไทย จะสามารถเพิ่มมูลค่า สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและประสิทธิผล และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻
ขณะที่รองศาสตราจารย์ ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำวิจัยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความสำเร็จระยะเริ่มต้น แต่เป็นงานวิจัยต่อเนื่องที่ต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงวิชาการและเชิงพาณิชย์ โดย AnthoRice™ เป็นตัวอย่างสำคัญของโมเดลงานวิจัยที่สามารถขยายผลไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติชนิดอื่น ๆ ในอนาคต

แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและประสิทธิผลตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรของไทยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล ควบคู่กับการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ขวา)
⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻
ด้านศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังของสองสถาบันทางการแพทย์และวิชาการชั้นนำของประเทศ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลงานของคนไทยอย่างครบวงจร โดยหัวใจสำคัญคือการนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปสู่การใช้จริงในระบบการแพทย์ ภายใต้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีบทบาทสำคัญทั้งในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านเส้นผม และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านการวิจัยทางคลินิกอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปใช้กับผู้ป่วยจำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างชัดเจน ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การทดสอบในมนุษย์อย่างมีมาตรฐาน และคาดว่าผลการศึกษาทางคลินิกจะสามารถยืนยันประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน พร้อมขยายผลการใช้ประโยชน์ทั้งในประเทศไทยและในระดับสากลต่อไป

นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล(ที่สองจากขวา)
⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻
คุณณัฐกิตติ์ ไชยกาญจนวัฒน์ สมาชิกกลุ่มข้าวฅนอินทรีย์ , คุณสิทธา สุขกัณท์ : ผู้นำกลุ่มข้าวฅนอินทรีย์ จ.พิจิตร และ คุณฤทธิ์ โอฬาริกศิริ  ผู้ขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จ.พิจิตร
⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻⎻
“Rise Black by Black Rice” - คืนผมงอกดำจากพลังข้าวไทย
Theme images by fpm. Powered by Blogger.