เปิดลายแทงลงทุนปี 69 “ทองคำเด่น อสังหาฯ ฟื้นช้า หุ้นเลือกให้ถูกตัว”
ในปี 2569 คำถามสำคัญเรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นว่าสภาพเศรษกิจจะเป็นอย่างไร มีปัจจัยอะไรที่จะกระทบบ้าง ต่อไปนี้คือการคาดการณ์สภาพเศรษฐกิจในปี 2569 โดยเน้นที่สินทรัพย์เพื่อลงทุน เพื่อเป็นองค์ประกอบการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์แต่ละตัวว่าควรให้น้ำหนักไปที่ไหนอย่างไร โดยเฉพาะสินทรัพย์หลักในการลงทุนอย่างทองคำ หุ้น และอสังหาริมทรัพย์
ทองคำ คือ "หลุมหลบภัย"
ปี 69 มีสัญญาณขาขึ้นชัดเจน ลุ้นราคาพุ่งไปแตะที่ 70,000 บาทต่อบาททองคำ โดยมีปัจจัยหนุนคือการที่โลกกำลังลดการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศแห่มาสะสมทองแทน บวกกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังคุกรุ่นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทำให้ทองคำยังคงเป็น "หลุมหลบภัย" ที่ดีที่สุด ความเสี่ยงต่ำ โอกาสเจ็บตัวน้อย
ขณะที่ในประเทศไทยแม้ราคาทองโลกจะขึ้น แต่ถ้าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงด้วยจะยิ่งกลายเป็น "แรงส่ง 2 เด้ง" ทำให้ราคาทองในไทยแพงทำสถิติใหม่ได้อย่างแน่นอน
แต่คำถามคือค่าเงินบาทจะอ่อนลงไปกว่านี้ได้หรือไม่ หรือจะอ่อนลงได้เท่าไหร่
อย่างไรก็ตามทองคำ "ยังน่าซื้อ" แต่ต้องเน้นการออมสะสม ไม่แนะนำให้ไล่ซื้อตอนราคาพุ่งแรงๆ ควรหาจังหวะที่ย่อตัวลงมาค่อยเข้าช้อนซื้อ
คำแนะนำคือ ควรถือทองคำ 25% ของพอร์ตลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และควรเน้นทองคำแท่งหรือกองทุนรวมทองคำ (Gold Fund) ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมสูง เพื่อสภาพคล่องในการขายทำกำไรเมื่อราคาแตะระดับสถิติใหม่
อสังหาริมทรัพย์ "หมดยุคเก็งกำไร เน้นใช้จริง-ปล่อยเช่า
ปี 69 ตลาดอสังหาฯ จะแข่งขันกันดุเดือด! บ้านแนวราบยังมีทิศทางดี คอนโดฯ ต้องเน้นทำเลติดรถไฟฟ้า ปี 69 ราคาบ้านและคอนโดฯ จะขยับขึ้นตามต้นทุนก่อสร้างและค่าแรงที่แพงขึ้น แต่จะขายยากขึ้นเพราะแบงก์เข้มงวดเรื่องปล่อยกู้ ขณะที่การแข่งขันบรรดาบิ๊กแบรนด์ในตลาดจะหันมาสู้กันที่ "ฟังก์ชัน" เช่น บ้านประหยัดพลังงาน หรือบ้านที่มีโซนสำหรับผู้สูงอายุ
ความน่าถือครองหากจะซื้อเพื่อลงทุน "คอนโดฯ ปล่อยเช่า" ในแหล่งจ้างานยังพอไปได้ แต่ถ้าซื้อเพื่อ "เก็งกำไรขายต่อ" ในระยะสั้นทำได้ยากมากในปีนี้
คำแนะนำลงทุน อสังหาริมทรัพย์ ควรอยู่ที่ 25% ของพอร์ตลงทุน โดยต้องมีเป้าหมายสะสมมูลค่าในระยะยาวและสร้างรายได้สม่ำเสมอ หากงบไม่พอซื้อบ้าน/คอนโดฯ โดยตรง แนะนำให้ลงทุนใน "กองทุนรวมอสังหาฯ หรือ REITs" ซึ่งให้เงินปันผลดีและมีความเสี่ยงต่ำกว่าการไปกู้ซื้อเองในช่วงที่ดอกเบี้ยยังทรงตัวสูง
ตลาดหุ้นไทย "เลือกถูกตัว...รอด ซื้อผิดตัว...ร่วง"
หุ้นไทยปี 69 มีแนวโน้มฟื้นตัวแบบเลือกข้าง โดยต้องจับตาหุ้นเทคโนโลยี-นิคมฯ ที่มีแนวโน้มมาแรง ทิศทางตลาด ดัชนี SET จะไม่พุ่งพรวดพราด แต่จะค่อยๆ ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ส่วนกลุ่มที่น่าลงทุนคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่จะรับทรัพย์จากการที่บริษัทต่างชาติแห่มาตั้งฐานผลิตและ Data Center ในไทย ขณะที่กลุ่มค้าปลีก/ท่องเที่ยวจะได้อานิสงส์จากกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นและนักท่องเที่ยวที่กลับมาเต็มรูปแบบ ส่วนกลุ่มปันผลสูง หุ้นขนาดใหญ่ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอจะเป็นที่พักเงินชั้นดีในช่วงที่ตลาดผันผวน
สรุป ปี 69 ไม่ใช่ปีที่จะ "ซื้อตัวไหนก็ขึ้น" แต่เป็นปีที่ต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีจริงๆ เท่านั้น
คำแนะนำการลงทุนในหุ้นควรมีสัดส่วนอยู่ที่ 40% ของพอร์ตลงทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างส่วนต่างกำไร (Capital Gain) จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คำแนะนำคือเลือกถือหุ้นนิคมฯ และ Data Center: (เช่น WHA, AMATA) รับกระแสการลงทุนต่างชาติ 20% และ หุ้นกลุ่มค้าปลีก/ท่องเที่ยว: (เช่น CPALL, AOT) รับการบริโภคในประเทศ 10% ส่วนอีก 10% ลงทุนในหุ้นปันผลสูง (Dividend Stock) เพื่อสร้างกระแสเงินสดแม้ตลาดจะผันผวน
การลงทุนในปี 2569 "ทองคำ" ยังเป็นพระเอกในการป้องกันความเสี่ยง "หุ้น" คือเครื่องยนต์สร้างกำไรหากเลือกถูกกลุ่ม ส่วน "อสังหาฯ" คือทรัพย์สินระยะยาวที่ต้องเลือกทำเลให้เป็น
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์ลงทุนปี 2569 อย่าทุ่มสุดตัวเพราะความเสี่ยงยังมีอยู่รอบด้าน การกระจายความเสี่ยง (Diversification) คือกุญแจสำคัญ และควรรักษาวินัยการออมโดยใช้การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ในทองคำและหุ้นกลุ่มพื้นฐานดี เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน
ส่วนสิ่งที่ต้องติดตามในปีหน้าคือ "ทิศทางดอกเบี้ยโลก" ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งนี้เพื่อปรับเปลี่ยนสัดส่วนของการลงทุนให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
พอร์ตการลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตาม "ระดับความเสี่ยง" ที่คุณรับได้ เช่น ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้สูง อาจจะเพิ่มสัดส่วนหุ้นเป็น 50-60% และลดทองคำลง เป็นต้น
ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ขอให้ "ตัดสินใจถูก" และ "โชคดี"





