กฎหมายคุมแอลกอฮอล์ใหม่ เน้นปกป้องเยาวชน-ห้ามขายคนเมา
วงเสวนา ถอดสาระสำคัญ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ลงตัว รอประกาศใช้ “วิสาร” ประธาน กมธ. ระบุทุกฝ่ายงัดข้อมูลถกละเอียด แต่พร้อมเปิดใจรับฟังจนตกผลึก ไม่มีโหวตในชั้นกรรมาธิการ ด้าน “บุญเลิศ” อาจารย์ มธ. ชูเป็นกรณีศึกษาที่ดีของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ การให้ประชาชนเสนอกฎหมายช่วยถ่วงดุล กมธ.ชี้ กฎหมายใหม่เพิ่มโทษหนักขายให้เด็กและคนเมา ภาพรวมยังห้ามโฆษณาแต่เปิดช่องสื่อสารได้ภายใต้หลักเกณฑ์ ตู้ขายอัตโนมัติทำได้แต่ยากเงื่อนไขเพียบ เตรียมจัดเวทีให้ข้อมูลผู้ประกอบการปรับตัว
![]() |
| วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น ในคณะกรรมการควบคุม ก็เพิ่มสัดส่วนผู้แทนกระทรวงต่างๆ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจเข้าไปร่วมด้วย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ซึ่งหากพิจารณาในเรื่องที่ผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องออกจากที่ประชุม โดยชุดนี้จะมีอำนาจในการออกกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการผ่องถ่ายอำนาจบางอย่างไปให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดและ กทม.เป็นผู้ดำเนินการ พร้อมให้ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชน เข้าไปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ต้องมีการจัดประชุมอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง
นพ.นิพนธ์ กล่าวต่อว่า ในด้านการควบคุม แม้จะมีการยกเลิก ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ที่กำหนดเรื่องช่วงเวลาห้ามจำหน่ายตั้งแต่ 11.00 - 14.00 น. และ 17.00 - 24.00 น. แล้วแต่ยังคงมีอนุบัญญัติเดิมที่กำหนดเวลาขายไว้ซึ่งขึ้นอยู่กับมติคณะกรรมการ ส่วนข้อถกเถียงเรื่องการขายผ่านตู้อัตโนมัตินั้น ตู้ฯ ต้องสามารถยืนยันตัวตนของผู้ซื้อได้ บอกอาการของผู้ซื้อได้ ซึ่งในอนาคตระบบ AI อาจจะทำได้ แต่การวางตู้ต้องไม่ตั้งในสถานที่ห้าม เช่น วัด โรงเรียน สถานที่ราชการ สถานพยาบาล ปั๊มน้ำมันเป็นต้น และต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต ว่ามาทำหน้าที่แทนร้านค้าหรือเป็นเพียงอุปกรณ์ในร้านค้าเท่านั้น เรื่องนี้ยังต้องคุยในรายละเอียดและออกข้อกำหนดอีกครั้ง
“กฎหมายเพิ่มโทษหนักผู้ที่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายให้คนเมา ซึ่งต้องมีหลักเกณฑ์กำหนดในรายละเอียด ถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ โทษปรับนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมห้าเท่าเป็น 100,000 บาท แล้วถ้าผู้ซื้อคนนั้นไปก่อเหตุ ต่อเนื่องจากการดื่ม ทางร้านก็จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย เมื่อมีโทษหนัก และรับผิดชอบร่วม กฎหมายจึงให้สิทธิเรียกตรวจบัตรประชาชนผู้ซื้อได้ด้วย ในส่วนของการห้ามโฆษณานั้นหลักใหญ่ยังคงห้ามอยู่แต่กฎหมายเปิดช่องให้สามารถสื่อสารได้บางส่วน ซึ่งต้องมีกฎหมายลูกออกรายละเอียดตามมา การใช้ตราเสมือนมาเลี่ยงโฆษณาแบบในอดีตจนทำให้คนเข้าใจว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำไม่ได้ เป็นต้น ตอนนี้กฎหมายผ่านวุฒิสภาแล้ว ก็รอทูลเกล้า ลงพระปรมาภิไธย และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่ง กฎหมายจะมีผลบังคับใช้หลัง 60 วันหลัง ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา” นพ.นิพนธ์ กล่าว
นพ.นิพนธ์ กล่าวต่อว่า ในด้านการควบคุม แม้จะมีการยกเลิก ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ที่กำหนดเรื่องช่วงเวลาห้ามจำหน่ายตั้งแต่ 11.00 - 14.00 น. และ 17.00 - 24.00 น. แล้วแต่ยังคงมีอนุบัญญัติเดิมที่กำหนดเวลาขายไว้ซึ่งขึ้นอยู่กับมติคณะกรรมการ ส่วนข้อถกเถียงเรื่องการขายผ่านตู้อัตโนมัตินั้น ตู้ฯ ต้องสามารถยืนยันตัวตนของผู้ซื้อได้ บอกอาการของผู้ซื้อได้ ซึ่งในอนาคตระบบ AI อาจจะทำได้ แต่การวางตู้ต้องไม่ตั้งในสถานที่ห้าม เช่น วัด โรงเรียน สถานที่ราชการ สถานพยาบาล ปั๊มน้ำมันเป็นต้น และต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต ว่ามาทำหน้าที่แทนร้านค้าหรือเป็นเพียงอุปกรณ์ในร้านค้าเท่านั้น เรื่องนี้ยังต้องคุยในรายละเอียดและออกข้อกำหนดอีกครั้ง
“กฎหมายเพิ่มโทษหนักผู้ที่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายให้คนเมา ซึ่งต้องมีหลักเกณฑ์กำหนดในรายละเอียด ถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ โทษปรับนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมห้าเท่าเป็น 100,000 บาท แล้วถ้าผู้ซื้อคนนั้นไปก่อเหตุ ต่อเนื่องจากการดื่ม ทางร้านก็จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย เมื่อมีโทษหนัก และรับผิดชอบร่วม กฎหมายจึงให้สิทธิเรียกตรวจบัตรประชาชนผู้ซื้อได้ด้วย ในส่วนของการห้ามโฆษณานั้นหลักใหญ่ยังคงห้ามอยู่แต่กฎหมายเปิดช่องให้สามารถสื่อสารได้บางส่วน ซึ่งต้องมีกฎหมายลูกออกรายละเอียดตามมา การใช้ตราเสมือนมาเลี่ยงโฆษณาแบบในอดีตจนทำให้คนเข้าใจว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำไม่ได้ เป็นต้น ตอนนี้กฎหมายผ่านวุฒิสภาแล้ว ก็รอทูลเกล้า ลงพระปรมาภิไธย และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่ง กฎหมายจะมีผลบังคับใช้หลัง 60 วันหลัง ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา” นพ.นิพนธ์ กล่าว
![]() |
| เท่าพิภพ ลิ้มจิตกร (ในจอภาพ) ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
![]() |
| ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
![]() |
| ชูวิทย์ จันทรส ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ในช่วง กรรมาธิการ ของ สส. ต้องยอมรับว่าประธาน กมธ. มีส่วนสำคัญมาก ที่กล้าปักธงว่าจะให้มีการพูดคุยกันอย่างเต็มที่ และจะพยายามไม่ให้มีการโหวต ซึ่งก็ทำได้จริง แม้ในช่วงแรกๆ จะปะทะกันทางความคิดหนักมาก อยู่ในช่วงของความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ แต่ด้วยกระบวนการที่ถูกวางให้ทำงานร่วมกัน ไปลงพื้นที่ดูผู้ป่วยที่ติดเหล้า ไปดูความยากลำบากของผู้ประกอบการรายย่อย ไปดูงานในหลายๆที่ การได้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน คิดว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายเปิดใจ ลดราวาศอก เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น และค่อยๆ ค้นหาจุดร่วมที่ยอมรับกันได้ อีกทั้งการไม่เร่งรีบจนเกินไปทำให้มีเวลาในการทำงานเต็มที่ หลังจากนี้ก็คาดหวังว่าจะเกิดการปรับตัวกันทุกฝ่าย ให้สอดรับกับกฎหมายใหม่ แต่กระบวนการออกกฎหมายลูกก็มีส่วนสำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป
![]() |
| รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา ⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼⎼ |
กระบวนการนี้สะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ซึ่งทำให้ประชาธิปไตยแบบตัวแทนแข็งแรงขึ้น เพราะไม่ได้มีแค่การโหวต แต่คือการฟังกันอย่างตั้งใจ และหาทางออกร่วมกัน วันนี้เราได้เห็นแล้วว่า การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับกฎหมาย แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐสภาสามารถเป็นเวทีที่คนเห็นต่างมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และหาทางออกร่วมกันได้
“ผมเชื่อว่า ถ้าเรานำวิธีคิดและวิธีทำงานแบบนี้ไปใช้กับปัญหาอื่น ๆ ในสังคม เราจะสามารถหาทางออกได้โดยไม่ต้องแบ่งข้าง และไม่ต้องปิดกั้นความเห็นที่แตกต่าง และรัฐสภาจะยังคงเป็นเวทีของทุกคน เป็นพื้นที่ที่เราสามารถสร้างอนาคตร่วมกันได้ และการให้มีร่าง พ.ร.บ. ที่มาจากประชาชนพิจารณาไปด้วยจึงสร้างสมดุลได้ดี” บุญเลิศ กล่าวทิ้งท้าย

_0.jpg)
_0.jpg)
_0.jpg)
_0.jpg)
_0.jpg)
_0.jpg)
_0.jpg)
_0.jpg)

