สังคมไทยเรียนรู้อะไร? จากการเลือกตั้งประธานาธบดีสหรัฐฯ
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 47 ที่ผ่านพ้นไปและ “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานธิบดีคนที่ 45 ชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอยเกินคาดมีอะไรให้น่าพูดถึงอยู่พอสมควร
เกี่ยวกับเรื่องนี้ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “บทเรียนที่คนไทยได้จากเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2024” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,118 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2567 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.13 รู้สึกเฉยๆที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้ง โดยมองว่าการที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งนี้จะส่งผลต่อไทยในด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ร้อยละ 62.82 และบทเรียนที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ร้อยละ 59.17 รองลงมาคือ ได้เห็นบทบาทและอิทธิพลของสื่อในการเลือกตั้ง ร้อยละ 56.12 และได้รับรู้ถึงความสำคัญของนโยบายต่างประเทศที่มีต่อโลก ร้อยละ 52.88
นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า คนไทยมีท่าทีเป็นกลางต่อผลการเลือกตั้ง โดยสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทย การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นบทเรียนที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการยอมรับผลการเลือกตั้ง กระบวนการที่โปร่งใส และอิทธิพลของสื่อที่ขับเคลื่อนกระแสสังคม ทั้งนี้ผลโพลที่สูสีตลอดช่วงเลือกตั้งยังสะท้อนว่า ความเห็นของผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมและช่วงเวลา ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ทำได้ยากยิ่งขึ้น
ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า จากผลการสำรวจครั้งนี้คงต้องขีดเส้นใต้ตัวโตๆที่คำว่า "ความเห็นของผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมและช่วงเวลา ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ทำได้ยากยิ่งขึ้น"
อย่างที่ทราบกันดีว่าก่อนการเลือกตั้ง "กมลา แฮร์ริส" ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำมาเกือบทุกโพลที่ทำการสำรวจ นำห่างบ้างน้อยบ้าง ส่วน “โดนัลด์ ทรัมป์” มีนำบ้างในบางพื้นที่ แต่โพลส่วนใหญ่จะชี้ไปทาง "กมลา แฮร์ริส" จนทำให้หลายคนเชื่อว่า "กมลา แฮร์ริส" จะได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหญิงคนแรกของพญาอินทรีย์อย่างสหรัฐฯแน่นอน
แต่ผลการเลือกตั้งกลับตาลปัต ไม่เป็นไปตามโพล เมื่อปรากฎว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปมากถึง 312 คะแนน ขณะที่ "กมลา แฮร์ริส" ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งเพียง 226 คะแนน
ไม่นับรวมการเลือกตั้งส.ส.และส.ว.ที่พรรครีพับลิกันต้นสังกัดของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าเสียงข้างมากไปครองได้ทั้งสองสภา
ทำให้การกลับมาเป็นผู้นำสหรัฐฯครั้งนี้ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่ใจปราถนา โดยเฉพาะการออกกฎหมาย แก้กฎหมาย หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำได้หากคิดอยากจะทำ
กลับไปที่ผลโพลของสวนดุสิตยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือความเห็นของประชาชนที่ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ "จะส่งผลต่อไทยในด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย"
นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องหันมาให้ความสนใจและเตรียมการรับมือเอาไว้แต่เนิ่นๆ
อย่างไรก็ตามหากโฟกัสที่หัวข้อสำรวจของสวนดุสิตโพลที่ว่า "บทเรียนที่คนไทยได้จากเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2024" คงเป็นเรื่องกระแสความนิยมในพรรคการเมือง หรือตัวผู้สมัคร ทั้งก่อนการเลือกตั้งและระหว่างการเลือกตั้ง ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์มีส่วนอย่างมากต่อการกำหนดความรู้สึกนึกคิดของประชาชน
บทเรียนต่อสังคมไทยจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ คือการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตย การได้เห็นบทบาทและอิทธิพลของสื่อในการเลือกตั้ง
ในขณะที่บทเรียนต่อนักการเมือง พรรคการเมือง ก็ได้เรียนรู้ว่าในสนามการเลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอน จนกว่าจะประกาศผลลงคะแนนอย่างเป็นทางการ
ขอบคุณผลสำรวจของ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ให้สังคมไทยได้ร่วมถอดบทเรียนจากประเทศต้นแบบประชาธิปไตย