กตป.จัดเวทีโชว์ผลติดตามและประเมินผลนโยบาย กสทช.
วันที่ 21 ธันวาคม 2566 ที่ห้องประชุม 402-403 อาคารฝั่งวุฒิสภา สัปปายะสภาสถาน (รัฐสภาแห่งใหม่) กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (กตป.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจัดเวทีเผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณะ เรื่อง “นโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญของกสทช. ประจำปี 2566”
![]() |
| อารีวรรณ จตุทอง |
นางสาวอารีวรรณ จตุทอง กตป. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า ผลการศึกษาต่อสาธารณะ เรื่อง “นโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญของกสทช. ประจำปี 2566” จัดทำโดย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งได้ดำเนินการตามหลักวิชาการหลายขั้นตอนทั้งการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ การสนทนากลุ่มย่อย (Focus group) รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) และทำการวิเคราะห์ ประเมินผลนโยบายที่สำคัญของกสทช. 4 เรื่อง ซึ่งนอกจากวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"เชื่อว่าผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาให้ประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของ กสทช.ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องในอนาต ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำรายงานเพื่อนำส่งให้คณะกรรมการ กสทช. พิจารณาเสนอต่อไปยังรัฐสภาเพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้นในแต่ละด้านการทำงานของ กสทช. ต่อไป" นางสาวอารีวรรณ กล่าว
![]() |
| สมชาย แสวงการ |
ด้านนายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในฐานะเป็นประธานเปิดเวทีเผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณะ เรื่อง “นโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญของกสทช. ประจำปี 2566” กล่าวว่า กสทช.มีกำเนิดมาจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลกิจการสื่อควรเป็นอิสระ ทำให้รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้มีองค์กรอิสระขึ้นมา ต่อมารัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ได้ควบรวมการดูแลกิจการโทรมนาคมเข้ามาอยู่ในความดูแลของ กสทช.ด้วย
"ถึง กสทช.จะเป็นองค์กรอิสสระแต่ก็ต้องถูกตรวจสอบการทำงาน กฎหมายจึงกำหนดให้มี กตป.ขึ้นมาทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของ กสทช. ซึ่งที่ผ่านมา กตป.ก็ทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี"นายสมชาย กล่าวและว่า ปัจจุบันมีภัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะคอลเซนเตอร์ และเอสเอ็มเอสหลอกลวงประชาชน ซึ่งมีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายปีละหลายล้านบาท กสทช.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลโอเปอเรเตตอร์ก็พยายามแก้ไขอยู่ แต่ก็ยังเหมือนการวิ่งไล่ตามที่ตามเท่าไหร่ก็ไม่ทันพวกมิจฉาชีพมีการพลิกแพงกลโกงใหม่ๆ อยู่ตลอด
ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวอีกว่า นับเป็นเรื่องดีที่ปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์เป็นหัวข้อหนึ่งที่ กตป. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค นำไปศึกษา พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไข ซึ่งส่วนตัวก็เห็นว่าปัญหานี้แก้ไขได้โดยต้องบูรณาการทำงานร่วมกันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพราะลำพังเพียง กสทช.หน่วยงานเดียวคงทำไม่ได้ ตำรวจ หน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ ต้องร่วมมือกันทำงานแบบวันสต็อปเซอร์วิส อาจมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาโดยเฉพาะแล้วเอาตัวแทนของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงาน ซึ่งทราบว่าการศึกษาปัญหาของกตป. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคก็มีข้อเสนอแนวเดียวกันนี้อยู่ในรายงานด้วย
![]() |
| ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์ |
ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลตามนโยบาย กสทช. ที่สำคัญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำปี 2566 เปิดเผยว่า ขณะนี้การดำเนินการดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว โดยวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กตป. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณะในวันนี้
ทั้งนี้ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอ “ผลการศึกษาการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลตามนโยบาย กสทช. ที่สำคัญ 4 เรื่องด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำปี 2566” ประกอบด้วย
1. การแก้ไขปัญหาแก๊งโทรศัพท์ (Call Center) และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชน
2. การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (OTT)
3. เงื่อนไข/มาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภายหลังการรวม ธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC
4. การกำกับดูแลการโฆษณาแอบแฝงในกิจการโทรทัศน์เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค
สำหรับผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาแก๊งโทรศัพท์ (Call center) และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชน วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานติดตามและประเมินผลโดยต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลตามนโยบาย กสทช. ที่สำคัญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ต้องมีการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการตามแผนงานและมาตรการในการแก้ไขปัญหาแก๊งโทรศัพท์ (Call Center) และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชนที่สำคัญ ดังนี้
1. การติดตามและประเมินผลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม ซึ่งแม้ว่า กสทช. และสำนักงาน กสทช. จะได้มีการออกประกาศออกมาใหม่ที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล แต่สิทธิของผู้บริโภคตามกฎหมายดังกล่าวนั้น ยังไม่เป็นที่ทราบและแพร่หลายเป็นการทั่วไป กสทช. และสำนักงาน กสทช. จึงควรต้องมีการกำกับดูแลให้ผู้รับใบอนุญาตให้ปฏิบัติตามประกาศ ฯ อย่างเคร่งครัด และกำหนดให้ผู้รับอนุญาตแจ้งสิทธิโดยตรงและชัดเจนให้ผู้ใช้บริการทราบ รวมทั้งการจัดให้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ใช้บริการผ่านช่องทางการสื่อสารของผู้รับอนุญาตและช่องทางการสื่อสารของสำนักงาน กสทช.
2. การติดตามและประเมินผลการดำเนินการเรื่องการลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ควรกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาต เรื่องมาตรฐานกระบวนการในการลงทะเบียนและพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ และการควบคุมจำนวนการลงทะเบียนผู้ใช้บริการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะในส่วนที่ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ด้านการกำหนดมาตรฐานกระบวนการในการลงทะเบียนและพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ
3. การติดตามการดำเนินการในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในประเทศไทยและในต่างประเทศในการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงประชาชนของแก๊งโทรศัพท์ (Call Center) และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชนในประเทศไทย
4. กสทช. ควรเสนอให้รัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ มีคณะทำงานและศูนย์ปฏิบัติการที่ประกอบด้วยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กสทช. อัยการสูงสุด ปปง. รวมถึง เอกชนผู้ให้บริการโทรคมนาคม เนื่องจากแต่ละหน่วยงานจะมีอำนาจตามกฎหมายแตกต่างกันไป และศูนย์ปฏิบัติการร่วมควรพัฒนากลไกการจัดการเรื่องร้องเรียนให้สามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “มาตรการแก้ไขปัญหาแก๊งโทรศัพท์ (Call Center) และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชนอย่างยั่งยืน” โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงาน อาทิ ดร. เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คุณนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พล.ต.ต. อธิป พงษ์ศิวาภัย ผู้บังคับการการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายภิญโญ ตรีเพชราภรณ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับและตรวจสอบความเสี่ยง ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย อีกด้วย
กตป. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เชื่อมั่นว่าข้อสรุปที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการที่ผ่านมาจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการให้บริการ การรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายระบบโทรคมนาคมให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดแก่ผู้บริโภคอย่างสูงสุดต่อไป









