อัสดง..ประชาธิปัตย์
ภาพความแตกแยกอันสะท้อนจากการประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่ต้องเรียกประชุมกันถึงสาม ครั้งสามคราจึงสามารถลงมติเลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 9 ได้
สะท้อนชัดเจนว่านับจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไม่เหมือนทั้งในแง่อุดมการณ์การเมือง
ไม่เหมือนทั้งในแง่ของความเป็นสถาบัน ความมั่นคง และความเป็นพรรคใหญ่
น้ำเสียง หน้าตา ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคที่ถูกเสนอชิงตำแหน่งนี้กลับมาอีกครั้งในการประกาศท้าทายนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ผู้กุมอำนาจพรรคในปัจจุบันทำนองว่ากล้าปิดห้องคุยกันตัวต่อตัวหรือไม่ก่อนที่จะลงมติเลือกหัวหน้าพรรคในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา
สะท้อนชัดเจนถึงการแบ่งขั้วชิงอำนาจกันภายในพรรค
การแบ่งขั้วชิงอำนาจยังสะท้อนออกมาจากกรณีที่นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าที่ถือเป็นหนึ่งในโลโก้ของพรรคพยายามโน้มน้าวให้สมาชิกพรรคลงมติยกเว้นการใช้ข้อบังคับพรรคเพื่อให้น.ส.วทันยา บุนนาค หรือ "มาดามเดียร์" ผู้ที่ยังเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคไม่ถึง 5 ปี มีโอกาสได้ลงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค
แต่คำขอของคนระดับนายชวน ที่ถือว่าเป็นปูชนียบุคคลของพรรคกลับถูกสมาชิกพรรครุ่นหลังปฏิเสธแบบใยดี
แม้แต่นายชวน ยังหมดบารมีที่จะกำหนดทิศทางพรรค
ย้อนไปที่การปิดห้องคุยระหว่างนายอภิสิทธิ์กับนายเฉลิมชัย แม้เบื้อหน้าจะยิ้งแย้มจับมือกันให้ช่างภาพถ่ายรูป
แต่ภาพจริงไม่ได้สวยงามอย่างที่พยายามแสดงออก
เพราะถ้าสวยงามคุยกันรู้เรื่องคงไม่มีการประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดมาก่อนเลยว่านายอภิสิทธิ์จะออกจากพรรค
แม้ประกาศตนว่าพร้อมกลับมาช่วยพรรค
แม้ประกาศตนว่าไม่ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น
แม้ประกาศตนว่ากรีดเลือกออกมาเมื่อไหร่ก็เป็นสีฟ้า
แต่การประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคเท่ากับว่าอนาคตทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์นับถอยหลังไปสู่การวางมือแล้ว เพราะเชื่อว่าคนอย่างนายอภิสิทธิ์คงไม่ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นอย่างที่ประกาศไว้ และคงไม่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเองยกเว้นแต่ว่าจะมีนายทุนใจใหญ่ควักกระเป๋าออกค่าใช้จ่ายให้
แต่คงเป็นเรื่องยาก...ถ้าออกตังค์แล้วคุมไม่ได้ใครจะเสี่ยง
ตัดภาพไปที่อนาคคตของพรรคประชาธิปัตย์นับจากนี้
เมื่อดูตามชื่อชั้นของหัวหน้าพรรคคนใหม่และทีมงานที่เข้ามาบริหารพรรคแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากตะวันหลังเที่ยง ที่จะมีแต่ล้อยตัวต่ำลงรอวันลับขอบฟ้า เหมือนกับที่พรรคการเมืองอื่นหลายพรรคเคยประสบมาแล้วในอดีต
ต่างกันเพียงแค่ระยะเวลารุ่งโรจน์ ระยะเวลาเปล่งแสงของพรรคประชาธิปัตย์ยาวนนานกว่าพรรคอื่นเท่านั้น
หลังการลาออกจากพรรคของนายอภิสิทธิ์ ที่มีอดีตส.ส.ที่เคยมีบทบาทในพรรคอีกหลายคนประกาศลาออกตาม ไม่รวมถึงอดีตแกนนำพรรคอีกหลายคนที่ลาออกไปก่อนหน้า ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง
สะท้อนภาพชัดเจนว่าในพรรคประชาธิปัตย์เหลือเพียงฝ่ายของนายเฉลิมชัย ส่วนผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายคนที่ยังอยู่ก็หมดพลังที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
เป็นการอยู่เพื่อรอวันวางมือทางการเมือง
ประชาธิปัตย์จะฟื้นขึ้นมาได้ต้องมาจากสองส่วนคือ ฟื้นคืนในสภาจากการแสดงฝีมือทำงานในฐานะฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และฟื้นคืนจากกระแสพรรคในพื้นที่ปักษ์ใต้
แต่เมื่อดูจำนวนส.ส.ที่เป็นไม้เป็นมือให้นายเฉลิมชัย ล้วนเป็นคนประเภทดาวเคราะห์ไม่ใช่ดาวกฤษ์ที่มีแสงในตัวเอง จึงไม่ต้องหวังการแสดงบทบาทในสภาเพื่อแจ้งเกิดทางการเมือง ใช้ความโดดเด่นในสภาเพื่อกอบกู้กระแสของพรรคเหมือนที่เคยทำกันมาในอดีต
ลำพังจะรักษาที่นั่งส.ส.ที่มีอยู่ 25 คนเอาไว้ให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปยังเป็นเรื่องยาก
หากไม่มีอะไรมาเป็นจุดเปลี่ยน จุดพลิกเกมชนิดแบบกลับหลังหัน
พรรคประชาธิปัตย์ก็จะกลายเป็นพรรคการเมืองดาษๆ ที่ไม่มีความชัดเจนทางการเมือง เป็นพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งเพื่อรอเข้าร่วมรัฐบาลเหมือนอีกหลายพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ในตอนนี้เท่านั้น
ถ้าตกอยู่ในสภาพนี้..ก็..นับถอยหลังได้เลย
ไม่ตาย..ก็..เลี้ยงไม่โต
เว้นเสียแต่ว่าจะมี "ผู้กอบกู้" ซึ่งตอนนี้ยังมองไม่เห็นแม้แต่ "เงา"
-----------------
จับกระแสการเมือง : เขียนโดย / สมศักดิ์ ไม้พรต




