ยอดป่วยไข้เลือดออกสะสมทะลุ 1.06 แสนราย
สถานการณ์ไข้เลือดออกยังน่าวิตก ยอดป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 6 ต.ค.มากถึง 106,548 ราย เสียชีวิตกว่า 100 ราย และยังมีผู้ป่วยออย่างต่อเนื่องเพราะอยู่ในช่วงฤดูฝนมีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายมาก หมอเตือนอย่าซื้อยากินเองจะเพิ่มความเสียงเสียชีวิตได้
นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์ไข้เลือดออกว่า จากการประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (EOC) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -6 ตุลาคม ที่ผ่านมามีผู้ป่วยไข้เลือดดออกสะสมมากถึง 106,548 ราย เสียชีวิตเกินกว่า 100 ราย โดยผู้เสียชีวิตอยู่ในวัยผู้ใหญ่มากกว่าวัยเด็ก
"ยอดผู้ป่วยไข้เลือดออกยังมีอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย ช่วงอายุระหว่าง 5-34 ปี คือตั้งแต่เด็กนักเรียนถึงวัยทำงาน แม้บางพื้นที่ยังมีจำนวนผู้ป่วยลดลง แต่ขณะนี้ยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ทำให้มีภาชนะน้ำขังหรือบรรจุน้ำที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายปริมาณมาก ซึ่งจะเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา หรือโรคไข้ปวดข้อยุงลายได้"รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวและว่า มาตรการสำคัญยังเน้นกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ตามหลัก 7 ร คือ โรงเรือน/บ้าน โรงธรรม (วัด/มัสยิด/โบสถ์) โรงเรียน โรงแรม/รีสอร์ท โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายสูง รวมถึงโรงพยาบาลและส่วนราชการ โดยเฉพาะวัด มีค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายสูงมาก
สำหรับผู้ป่วย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค เตือนว่า อย่าซื้อยาแก้ไข้กลุ่มเอ็นเสดกินเอง เช่น แอสไพริน ไอบูโปรเฟน ไดโคฟิแนค และยาชุดแก้ปวด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงเกิดเลือดออกและอาจเสียชีวิตได้ เมื่อมีอาการป่วยต้องรีบไปพบแพทย์
ผู้สื่อข่าวรายงานอาการของไข้เลือดออกมีดังนี้ อาการแรกเริ่ม มีไข้, ปวดข้อ, ผื่น, ปวดศีรษะ ลักษณะของการปวดข้อและกล้ามเนื้อ จะปวดกล้ามเนื้อรุนแรงบริเวณหลังส่วนล่าง, แขน และ ขา หากมีอาการปวดข้อมักเป็นที่ข้อเข่าและหัวไหล่ ส่วนการกระจายของผื่น ผื่นมักกระจายที่แขน ขา และใบหน้าเป็นหลัก อาการแทรกซ้อน อาจพบภาวะช็อก หายใจลำบาก หรือภาวะเลือดออก



