Header Ads

จับตาเศรษฐกิจไทยปลายปี 69 กำลังซื้อเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง-น้ำท่วมฉุดฟื้นตัว


เศรษฐกิจไทยในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ยังเผชิญโจทย์ท้าทายในการประคองการฟื้นตัว โดยเฉพาะกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางภาระค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนระดับสูง ขณะที่ผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่กำลังซ้ำเติมรายได้และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แม้รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งได้ สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงในเดือนตุลาคม

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 5,585 ราย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 46.5 ลดลงจาก 48.9 ในเดือนกันยายน และต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งเป็นเกณฑ์สะท้อนความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันอยู่ที่ 36.5 ลดลงจาก 39.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 53.1 ลดลงจาก 55.3 แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่น่าจับตา กล่าวคือ แม้ประชาชนบางส่วนยังมีความหวังต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในระยะข้างหน้า แต่สภาพเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันยังสร้างความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะความสามารถในการหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่าย ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น ทำให้การฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนยังมีข้อจำกัด

หนี้ครัวเรือน-น้ำท่วม ตัวแปรกดดันกำลังซื้อ

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงปลายปี คือผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลต่อการประกอบอาชีพ รายได้ของเกษตรกร ผลผลิตทางการเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน ครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแรงกดดันต่อกำลังซื้อในสองด้านพร้อมกัน ทั้งรายได้ที่ลดลงและรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจจำกัดการขยายตัวของธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ

เมื่อพิจารณาความเชื่อมั่นจำแนกตามภูมิภาค พบว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นพื้นที่เดียวที่ดัชนียังอยู่เหนือระดับ 50 โดยอยู่ที่ 50.2 ลดลงจาก 53.9 ส่วนภาคกลางอยู่ที่ 45.3 ภาคเหนือ 44.9 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 47.1 และภาคใต้ 47.0 ล้วนอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

ขณะที่เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่าพนักงานของรัฐเป็นกลุ่มเดียวที่ยังมีดัชนีสูงกว่า 50 อยู่ที่ 51.8 ส่วนเกษตรกรอยู่ที่ 46.0 พนักงานเอกชน 45.7 ผู้ประกอบการ 47.7 ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างอิสระ 44.0 นักศึกษา 43.7 และกลุ่มไม่ได้ทำงานหรือผู้รับบำนาญ 46.5

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าความกังวลทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายอยู่ในหลายภูมิภาคและหลายอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอนหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการดำรงชีพ

การที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ไม่ได้วัดจากเพียงตัวเลขการส่งออกหรือเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องดูว่าประชาชนมีรายได้เพียงพอ มีความสามารถในการชำระหนี้ และมีกำลังซื้อ

ส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อน แต่เศรษฐกิจในประเทศยังอ่อนแรง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารบางรายการที่ยังขยายตัวได้ดี

การส่งออกจึงยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของภาคส่งออกอาจยังไม่สามารถส่งผ่านประโยชน์ไปสู่ประชาชนและธุรกิจทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง ขณะที่ภาคการบริโภคภายในประเทศยังเผชิญข้อจำกัดจากหนี้สินและกำลังซื้อที่อ่อนแอ จึงเกิดภาพเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างระหว่างภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกกับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังต้องรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และการค้าระหว่างประเทศ หากความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น ก็มีโอกาสส่งผ่านไปยังต้นทุนของภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มเติม

มาตรการรัฐช่วยประคอง แต่โจทย์สำคัญคือทำให้เงินถึงมือประชาชน

ด้านภาครัฐยังเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพและสนับสนุนการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการไทยช่วยไทย พลัส การจำหน่ายสินค้าในโครงการไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ รวมถึงมาตรการลดราคาสินค้าและบริการเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส การประสานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อลดค่าธรรมเนียมการขาย ตลอดจนการพัฒนาระบบการเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน (IP Finance)

มาตรการเหล่านี้มีส่วนช่วยลดต้นทุน เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ และบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของมาตรการจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน

ประเมิน 2 เดือนสุดท้าย เศรษฐกิจยังประคองตัว มากกว่าฟื้นตัวเต็มกำลัง

เมื่อประเมินจากข้อมูลทั้งหมด ทิศทางเศรษฐกิจไทยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2569 มีแนวโน้มอยู่ในภาวะประคองตัวมากกว่าการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีภาคส่งออกและมาตรการภาครัฐเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังมีข้อจำกัดจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ ภาระหนี้สิน และผลกระทบจากอุทกภัย

ในระยะสั้น ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรอาหารยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากความต้องการของตลาด ส่วนธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศอาจต้องเผชิญความท้าทายมากกว่า โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องรับมือกับผู้บริโภคซึ่งมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย

ส่วนในช่วงปลายปี ซึ่งโดยปกติมักเป็นช่วงที่มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น การฟื้นตัวของกำลังซื้อยังขึ้นอยู่กับว่าประชาชนมีรายได้เหลือสำหรับการใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด รวมถึงความรวดเร็วในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยและการกลับมาประกอบอาชีพตามปกติ

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก สนค. ยังไม่มีตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP หรือมูลค่าการบริโภคในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราเท่าใด แต่สัญญาณจากดัชนีความเชื่อมั่นสะท้อนให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนจากภาคประชาชนยังไม่แข็งแรงเพียงพอ

โจทย์สำคัญของรัฐบาลในช่วงเวลาที่เหลือของปีจึงไม่ใช่เพียงการออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ต้องเร่งฟื้นฟูรายได้และอาชีพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน และรักษาเสถียรภาพต้นทุนสินค้าและพลังงาน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ไม่ได้วัดจากเพียงตัวเลขการส่งออกหรือเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องดูว่าประชาชนมีรายได้เพียงพอ มีความสามารถในการชำระหนี้ และมีกำลังซื้อกลับมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเศรษฐกิจไทยจะปิดฉากปี 2569 ด้วยการฟื้นตัวที่แท้จริง หรือยังคงต้องประคองตัวต่อไป

Theme images by fpm. Powered by Blogger.