Header Ads

ไทยในสายตา IMF ฐานะแข็งแกร่ง เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2.8% ของ GDP เงินสำรองสูง แต่ต้องเร่งลงทุนเพิ่ม


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินฐานะเศรษฐกิจต่างประเทศของไทยในปี 2568 ที่ผ่านมาว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่งกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและนโยบายที่เหมาะสมจะอธิบายได้ โดยไทยยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง มีสินทรัพย์ในต่างประเทศมากกว่าหนี้สิน และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่าไทยยังจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมการลงทุน และปรับนโยบายเศรษฐกิจให้สมดุล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

บัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มเป็น 2.8% ของ GDP

รายงานระบุว่า ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปี 2567 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ปฐมภูมิและดุลบริการที่ดีขึ้น ขณะที่ดุลการค้าเกินดุลอยู่ที่ 4% ของ GDP และทั้งการส่งออกและนำเข้าขยายตัวประมาณ 13%

การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดหมายถึง ในภาพรวมไทยมีรายรับจากการทำธุรกรรมกับต่างประเทศมากกว่ารายจ่าย ซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและฐานะการเงินระหว่างประเทศ ทั้งนี้ IMF คาดว่าการเกินดุลจะปรับเข้าสู่ระดับประมาณ 2.7% ของ GDP ในระยะปานกลาง

IMF มองไทยเกินดุลมากกว่าระดับที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐาน

เมื่อประเมินด้วยแบบจำลองบัญชีเดินสะพัด IMF พบว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปรับตามวัฏจักรเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่ 2.7% ของ GDP ขณะที่ระดับที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานและนโยบายอยู่ที่ 0.6% ของ GDP โดยประเมินช่องว่างบัญชีเดินสะพัดไว้ในช่วง 1.4–2.6% ของ GDP และมีค่ากลางที่ 2%

ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า การออม การลงทุน และนโยบายเศรษฐกิจของไทยกับประเทศคู่ค้ายังมีความไม่สมดุลบางประการ โดยแบบจำลองระบุว่าปัจจัยด้านนโยบายการคลังและการเปลี่ยนแปลงเงินทุนสำรองมีส่วนสำคัญต่อช่องว่างนี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากแบบจำลอง ไม่ได้หมายความว่าไทยจำเป็นต้องลดรายจ่ายภาครัฐทุกประเภท แต่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

เงินบาทแข็งค่าในเชิงมูลค่าที่แท้จริง แต่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าต้องปรับค่าเงินไปในทิศทางใด

IMF ระบุว่า ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของไทย (REER) ซึ่งสะท้อนมูลค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าโดยคำนึงถึงความแตกต่างด้านเงินเฟ้อ ปรับแข็งค่าขึ้น 4.4% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

จากการประเมินด้วยวิธีการของเจ้าหน้าที่ IMF พบว่า REER ของไทยในปี 2568 อาจมีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานประมาณ 2.8–5.2% โดยมีค่ากลาง 4% อย่างไรก็ดี แบบจำลองแต่ละวิธีให้ผลแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปตีความว่าเป็นระดับค่าเงินบาทเป้าหมายที่หน่วยงานรัฐควรกำหนด

IMF สนับสนุนให้ไทยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นเป็นกลไกรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ และเข้าแทรกแซงตลาดเมื่อเกิดความผันผวนรุนแรงหรือความผิดปกติของตลาด ไม่ใช่เพื่อกำหนดทิศทางค่าเงินอย่างตายตัว

สินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่าหนี้สิน หนี้ต่างประเทศยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้

ฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิ (NIIP) ของไทยปรับดีขึ้นจาก 8.5% ของ GDP ในปี 2567 เป็น 15.9% ในปี 2568 หมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินที่ไทยมีกับต่างประเทศแล้ว ไทยมีสินทรัพย์สุทธิมากกว่าหนี้สินในระดับที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน หนี้ต่างประเทศของไทยลดลงจาก 36.9% ของ GDP ในปี 2567 เป็น 36.2% ในปี 2568 โดย IMF ประเมินว่าความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศยังอยู่ในระดับจำกัด และคาดว่าไทยจะยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิของต่างประเทศในระยะปานกลาง

เงินสำรองสูงกว่าเกณฑ์ที่ใช้ประเมินความเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเร่งสะสมเพิ่ม

เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ 48.9% ของ GDP ในปี 2568 เพิ่มจาก 44.8% ในปีก่อนหน้า คิดเป็นประมาณ 2.6 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และเพียงพอสำหรับการนำเข้าประมาณ 10 เดือน นอกจากนี้ ยังอยู่ที่ 231.3% ของเกณฑ์ประเมินความเพียงพอของเงินสำรองตามมาตรวัดของ IMF

IMF เห็นว่าเงินสำรองของไทยสูงกว่าช่วงระดับที่เหมาะสมตามตัวชี้วัดหลายรายการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งสะสมเงินสำรองเพิ่มเติมเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่จำเป็นต้องดูแลเงินสำรอง แต่ควรพิจารณาควบคู่กับต้นทุนและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน แนะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ธุรกรรมระหว่างประเทศ

รายงานระบุว่า ดุลบัญชีการเงินเมื่อไม่รวมการเปลี่ยนแปลงเงินสำรองระหว่างประเทศ ขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 1.2% ของ GDP ในปี 2567 เป็น 2% ในปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากเงินทุนไหลออกผ่านการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและธุรกรรมการลงทุนประเภทอื่นเพิ่มขึ้นด้วย

IMF สนับสนุนให้ไทยทยอยผ่อนคลายข้อจำกัดด้านธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ เช่น อำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนและผู้ที่ไม่ใช่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยทำธุรกรรมได้คล่องตัวขึ้น ลดขั้นตอนเอกสารบางประเภท และทบทวนมาตรการจำกัดธุรกรรมเงินบาทกับผู้ลงทุนต่างชาติ เพื่อให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยควรดำเนินการอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงของตลาดการเงิน

แนะเร่งลงทุน เพิ่มผลิตภาพ และเปิดการแข่งขันในภาคบริการ

IMF เสนอให้ไทยมุ่งเพิ่มผลิตภาพและส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงลดมาตรการภาษีหรือเงินอุดหนุนที่อาจบิดเบือนการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ภาคบริการแข่งขันได้มากขึ้น

ข้อเสนอเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มาตรการจำกัดทางการค้า และความผันผวนของเงินทุน การพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและสร้างแหล่งการเติบโตใหม่ได้

เตือนรักษาวินัยการคลัง พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบางและลงทุนเพิ่มศักยภาพประเทศ

ด้านนโยบายการคลัง IMF แนะนำให้ไทยรักษาความรอบคอบในการใช้จ่าย เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ต้องให้ความสำคัญ พร้อมสร้างพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยเน้นการเพิ่มรายได้ภาครัฐในระยะปานกลาง และจัดสรรงบประมาณไปยังการลงทุนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโต

ขณะเดียวกัน การรักษาวินัยการคลังไม่ควรละเลยการช่วยเหลือประชาชน โดย IMF เสนอให้ใช้มาตรการช่วยเหลือทางสังคมที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เสริมสร้างหลักประกันทางสังคม และแก้ไขปัญหาการทำงานนอกระบบ เพื่อให้ประชาชนที่มีความเปราะบางได้รับการคุ้มครองมากขึ้น

รายงานยังเห็นว่า การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนควรเดินควบคู่กับการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน เพื่อช่วยปรับสมดุลเศรษฐกิจ และลดการพึ่งพาดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลสูงเพียงด้านเดียว

สรุป: ฐานะต่างประเทศแข็งแกร่ง แต่โจทย์ใหญ่คือทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

ภาพรวมจากรายงาน IMF คือ ไทยมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพภายนอก ทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เงินสำรองระหว่างประเทศที่สูง และสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิที่เพิ่มขึ้น จึงมีฐานรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีโดยอัตโนมัติ ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ เปิดการแข่งขัน ลดความบิดเบือนทางเศรษฐกิจ และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง

สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาให้ไทยเกินดุลหรือมีเงินสำรองสูงต่อไป แต่คือการเปลี่ยนความแข็งแกร่งทางการเงินระหว่างประเทศให้เป็นแรงสนับสนุนการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ที่มา : รายงาน 2026 External Sector Report ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

Theme images by fpm. Powered by Blogger.