ไฟสงครามตะวันออกกลางสะเทือนส่งออกรถยนต์ไทย เสี่ยงหดตัว 2 - 8%
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสลาเอล และอิหร่าน กำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือ “การส่งออกรถยนต์ไทย” ซึ่งมีตลาดสำคัญอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว
ในปี 2568 ไทยยังคงรักษาสถานะฐานการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกอันดับต้นๆ ของเอเชีย โดยมียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในระดับใกล้เคียง 9 แสนคันเศษ แม้ภาพรวมจะชะลอลงเล็กน้อยจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่
ประเภทรถยนต์ที่ไทยส่งออกมากที่สุด ได้แก่ รถกระบะ (Pick-up) สัดส่วนกว่า 60% ของยอดส่งออกทั้งหมด ที่เหลือเป็นรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) รถ SUV รถยนต์ไฟฟ้า (EV/HEV/PHEV) ซึ่งเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แม้สัดส่วนยังไม่สูงมาก
ตลาดส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทยในปีที่ผ่านมา ได้แก่ ออสเตรเลีย, ซาอุดีอาระเบีย, ฟิลิปปินส์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ญี่ปุ่น, เวียดนาม, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้ และแคนาดา
จะเห็นได้ว่า “ตะวันออกกลาง” มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและ UAE ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของรถกระบะและ SUV จากไทย โดยประเมินว่า ตลาดตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของการส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด และมีความสำคัญต่อผู้ผลิตรถกระบะระดับหนึ่ง
ก่อนสถานการณ์ความรุนแรงจะปะทุขึ้น อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยประเมินว่า ปี 2569 การส่งออกรถยนต์อาจอยู่ที่ประมาณ 950,000–1,000,000 คัน โดยคาดหวังแรงหนุนจาก การฟื้นตัวของตลาดออสเตรเลีย การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า การกระจายตลาดไปอาเซียนและแอฟริกา
อย่างไรก็ตาม เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ความไม่แน่นอนเริ่มกดดันคำสั่งซื้อทันที ผลกระทบที่เริ่มปรากฏ
1. ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์
เส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการค้าระหว่างประเทศ หากเกิดการปิดกั้นหรือเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จะทำให้ค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น ผู้นำเข้าชะลอการรับมอบสินค้า
2. กำลังซื้อในภูมิภาคชะลอตัว
แม้หลายประเทศในตะวันออกกลางมีรายได้จากน้ำมัน แต่ภาวะสงครามทำให้ภาคเอกชนระมัดระวังการลงทุนและการสั่งซื้อรถยนต์ล็อตใหญ่ โดยเฉพาะรถ SUV และรถเชิงพาณิชย์
ประเมินตัวเลขผลกระทบ หากใช้สมมติฐานว่า ตลาดตะวันออกกลางคิดเป็น 15% ของยอดส่งออกไทย และยอดส่งออกไปภูมิภาคนี้หดตัว 10–15% จะทำให้ยอดส่งออกทั้งประเทศลดลงราว 2–3% จากเป้าหมายเดิม
กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ 6–12 เดือน ผลกระทบอาจขยายเป็น หดตัว 5–8% จากประมาณการเดิม
กล่าวคือ หากตั้งเป้าส่งออกไว้ 950,000 คัน อาจเหลือเพียงประมาณ 900,000–930,000 คัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับแรงกดดัน แต่ไทยยังมีปัจจัยบวก ได้แก่ ฐานการผลิตที่หลากหลาย ความสามารถในการปรับตลาดไปยังออสเตรเลีย อาเซียน และแอฟริกา การขยายสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
ดังนั้น ผลกระทบจึงมีแนวโน้มเป็น “การชะลอตัว” มากกว่าการหดตัวรุนแรงแบบวิกฤตปี 2552
สงครามสหรัฐ–อิหร่าน อาจไม่ทำให้การส่งออกรถยนต์ไทยทรุดหนักในทันที แต่ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง อาจฉุดยอดส่งออกปี 2569 ให้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ราว 2–8% ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์
สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ระยะเวลาความขัดแย้ง และความสามารถของผู้ผลิตไทยในการกระจายตลาดเพื่อชดเชยคำสั่งซื้อที่อาจหายไปจากภูมิภาคดังกล่าว


