Header Ads

“นักการเมือง” จะเอาชนะความ “สิ้นหวัง” ของประชาชนได้อย่างไร?

คอลัมน์ จับกระแสการเมือง..โดย สมศักดิ์ ไม้พรต..เว็บไซต์ โลกธุรกิจ.. เผยแพร่ 17 สิงหาคม 2568

ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง “มีความหวังหรือหมดหวังกับพรรคการเมือง” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือว่ามีมุมน่าสนใจที่พอจะฉายให้เห็นภาพการเมืองในวันนี้และในอนาคตข้างหน้า ( อ่านผลสำรวจฉบับเต็มได้ที่ https://nidapoll.nida.ac.th/survey_detail?survey_id=765 )

จากผลการสำรวจที่เปิดเผยออกมาพบว่าความพอใจต่อการทำงานของ ส.ส.ในปัจจุบัน มีระดับความไม่พอใจ/ไม่ค่อยพอใจ รวมกันสูงเกือบ 60% ขณะที่ความพอใจ/ค่อนข้างพอใจ รวมกันแล้วมีเพียงประมาณ 39%  

        สะท้อนให้เห็นชัดว่าความเชื่อมั่นต่อ ส.ส. ของประชาชนลดลงอย่างน่าเป็นห่วง และจากความไม่พอใจต่อการทำงานทำให้จำนวนเกินกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม(50.69%) ระบุว่า จะไม่เลือก ส.ส.คนเดิมกลับมาทำหน้าที่อีก มีเพียง 23.74% เท่านั้นที่ตอบว่าจะเลือกส.ส.ปัจจุบันกลับเข้าสภาอีกครั้ง

เมื่อผลออกมาเป็นอย่างนี้ทำให้โอกาสเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครส.ส.หน้าใหม่ และพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่จะทยอยเปิดหน้า เปิดตัวกันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

ทั้งนี้เมื่อดูจากคะแนนความหมดหวังต่อพรรคการเมืองโดยรวมกว่า 76% ขณะที่ยังมีความคาดหวังกับพรรคการเมืองในปัจจุบันมีเพียงประมาณ 24% ยิ่งสะท้อนภาพ “วิกฤติศรัทธา” ต่อพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้โอกาสของพรรคใหม่ คนใหม่ ยิ่งเปิดกว้าง

ยิ่งเมื่อมองตัวเลขวามตั้งใจในการเลือก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่  40.46% ระบุชัดเจนว่าจะไม่เลือกพรรคเดิมที่เคยเลือก คงมีเพียง 29.47% ที่ยังกาบัตรให้พรรคการเมืองเดิม และ 26.95% ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกพรรคเดิมหรือไม่ 

        ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในฐานเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ เพราะประชาชนพร้อมเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ (ขึ้นอยู่กับกระแสช่วงก่อนการเลือกตั้ง)

ถ้าจะถามว่าทำไมผลการสำรวจจึงออกมาอย่างที่เห็น 

        คงต้องบอกว่าเป็นเพราะผลงานของส.ส.ยังไม่เข้าตาประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ดูเหมือนว่านักการเมือง พรรคการเมืองให้ความสำคัญน้อยกว่าการเล่นเกมการเมืองเพื่อชิงอำนาจ ชิงความได้เปรียบ ซึ่งเกิดขึ้นให้เห็นตลอดเวลา

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง พรรคการเมือง ที่ยังเล่นการเมืองวนลูปแบบเดิมๆ ไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

เมื่อมองเห็นโจทย์จากผลการสำรวจแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคการเมืองจะต้องเร้งสร้างความแตกต่าง ต้องเร่งสลัดภาพ “การเมืองแบบเก่า” นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ โปร่งใส ไม่ติดกับดักผลประโยชน์เดิม เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เพราะสภาพของนักการเมืองปัจจุบันเข้าข่าย “หน้าซ้ำ”  หมดความน่าเชื่อถือ 

ยิ่งเมื่อมององค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี ที่คนเป็นรัฐมนตรีในปัจจุบันจำนวนมากเคยเป็นรัฐมนตรีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่ย้อนไปเกือบ 20 ปีก่อน และคนเหล่านี้ก็ได้เป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายสมัย หลายกระทรวง หลายรัฐบาล โดยที่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่น 

        การที่คนกลุ่มนี้ยังมีตำแหน่งทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ประชาชน “หมดหวัง” ต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองมากขึ้น

เนื่องจากตอกย้ำภาพชัดเจนว่าการเลือกคนเป็นรัฐมนตรีไม่ได้เลือกกันที่ “ความสามารถ” แต่เลือกกันตาม “โควตา”

เมื่อเลือกกันตาม “โควตา” ไม่ว่านโยบายหาเสียงจะสวยหรูแค่ไหน จึงทำไม่ได้ในความเป็นจริง เพราะคนคิดนโยบายไม่ได้เป็นคนลงมือทำ

“ขายฝัน” แล้วทำไม่ได้ ประชาชนก็ย่อมเบื่อหน่ายต่อนักการเมืองพรรคการเมือง เป็นธรรมดา ผลโพลจึงออกมาอย่างที่เห็น

แนวโน้มการเมืองอนาคตพรรคการเมืองดั้งเดิมจะถูก “ท้าทาย” จากกระแสความเบื่อหน่าย จึงทำให้โอกาสของ พรรคใหม่ กลุ่มการเมืองใหม่ เพิ่มสูงขึ้น การแข่งขันในเลือกตั้งรอบใหม่จะดุเดือดในเชิง “ใครจะเป็นความหวังใหม่” มากกว่า “ใครมีฐานคะแนนแน่นหนา”

การเมืองแบบ “บ้านใหญ่” ที่เน้น “กระสุน” คงต้องออกแรงสู้กับการเมืองในเชิง “กระแส” มากกว่าเดิม

การคิดนโยบายก็ต้องมีอะไรมากกว่า “ลด แลก แจก แถม” ที่สุ่มเสี่ยงจะทำไม่ได้จริง เหมือนที่พรรคเพื่อไทยเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผลสำรวจของนิด้าโพลจึงเป็น “สัญญาณเตือน” ต่อพรรคการเมืองทุกพรรคให้เร่งปรับตัว เร่งสร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่า “เป็นความหวัง” ที่จะเข้ามากอบกู้ เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงมากกว่าเข้ามาเพื่อ “กอบโกย”

เมื่อผลสำรวจชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ “สิ้นหวัง” กับนักการเมือง พรรคการเมือง

การสร้าง “ความหวัง” จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของนักการเมือง พรรคการเมือง

ใครทำให้ประชาชน “เกิดความหวัง” ได้ ทำให้ประชาชนมองเห็น “อนาคตที่ดีกว่า” ได้  ก็มีโอกาสที่จะชนะเลือกตั้ง

แต่โจทย์ใหญ่อีกโจทย์ที่เร่งความ “เบื่อหน่าย” และความ “สิ้นหวัง” ของประชาชนคือ ความไม่ตรงไปตรงมาของการเมืองไทย

แม้สร้าง “ความหวัง” จนชนะใจประชาชน ชนะเลือกตั้งได้ แต่ยืนยันไม่ได้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ มีอำนาจผลักดันนโยบายที่ขายฝันไว้ให้เกิดขึ้นจริง

นี่คืออีกเหตผลที่เป็นคัวเร่งให้เกิดความ “สิ้นหวัง” ในหมู่ประชาชน


Theme images by fpm. Powered by Blogger.