ส่อง 5 เทรนด์การตลาดปี 67
แม้ยังเป็นประเด็นร้อน เป็นหัวข้อถกเถียงกันทั้งในกลุ่มประชาชน นักวิชาการ และนักการเมืองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวแล้วไม่จำเป็นต้องออมาตรการอะไรมากระตุ้นกำลังซื้อ หรือว่าเศรษฐกิจยังซึมอยู่ต้องออกมาตรการกระตุ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อปั๊มหัวใจเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเต้นได้ในระดับปรกติ
ไม่ว่าจะข้อถกเถียงนี้จะได้ข้อรุปอย่างไร
แต่สำหรับนักการตลาดแล้วการคาดการณ์ หรือการวิเคราะห์ทิศทางการตลาดในอนาคตทั้งระยะสั้น ระยะยาว ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางแผนทำการตลาดให้กับธุรกิจ
จากประสบการณ์อันยาวนานของ บริษัท ฮาคูโฮโด เฟิร์ส จำกัด ภายใต้การนำของ CEO อย่างคุณชุติมา วิริยะมหากุล ได้วิเคราะห์ทิศทางหรือเทรนด์การตลาดในปีหน้า 2567 หลังโลกผ่านการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด 19 ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก
ฮาคูโฮโด เฟิร์ส ได้ประเมินทิศทางหรือเทรนด์การตลาดปี 67 เอาไว้ว่าจะมี 5 เทรนด์ประกอบด้วย
เทรนด์ที่หนึ่ง
โรคระบาดใหญ่และภาวะเงินเฟ้อได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยไปตลอดกาล (Pandemic and Inflation Reshapes Habits Forever) ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการใช้จ่ายลดลงในบางธุรกิจ และเพิ่มขึ้นในบางธุรกิจอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ค้าต้องหากลุ่มเป้าหมายที่ใช่ให้เจอ และโฟกัสกลุ่มลูกค้าให้ชัด เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมที่แบรนด์จะเข้าไปสร้างสัมพันธ์ด้วย
"กิจกรรมท่องเที่ยวต่างประเทศ กิจกรรมด้านการบันเทิงนอกบ้านลดลงอย่างชัดเจน ผู้คนจะให้ความสำคัญ และให้เวลาอยู่กับตัวเองและคนใกล้ตัวมากขึ้น ซื้อของเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เลี่ยงซื้อของใช้ฟุ่มเฟือยราคาแพงหันมาใช้สินค้ามีคุณภาพแต่ราคาถูกลง อย่างไรก็ตามจะมีคนอีกกลุ่มที่มีเงินและอัดอั้นมาจากช่วงโควิด คนกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมช้อปแลกเหมือนช้อปล้างแแค้น เพราะฉะนั้นเจ้าของแบรนด์ต้องดูกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการทำกิจกรรมการตลาดกับใครเพื่อจะได้สื่อสารได้อย่างชัดเจนและตรงกลุ่ม"
เทรนด์ที่สอง
การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทางการตลาด (The Rise of MARTECH) การเข้าถึงเทคโนโลยีทางการตลาดอย่างรวดเร็ว อาทิ เทคโนโลยี AI จะช่วยแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลา จะยังทำให้แบรนด์ได้ผลลัพธ์จากกลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้นอีกด้วย
"ในปี 67 เทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้งานง่ายขึ้น ตรงเป้าขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลามากขึ้น และจะช่วยทำให้เจ้าของแบรนด์ตัดสินใจได้ง่ายว่าอะไรควรจะไปต่อ ช่วงไหนควรหยุดรอช่วงไหนควรเร่งสปีด หรือว่าอะไรที่ควรตัดทิ้ง"
![]() |
| คุณชุติมา วิริยะมหากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาคูโฮโด เฟิร์ส จำกัด |
เทรนด์ที่สาม
จากโลกแห่งความเป็นส่วนตัวสู่โอกาสใหม่ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้า (Privacy to Liberty) จากการที่ผู้บริโภคตระหนักถึงและได้รับความคุ้มครองในเรื่องความเป็นส่วนตัวมากขึ้น จะเป็นโอกาสให้แบรนด์ ที่สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับกลุ่มเป้าหมาย สามารถได้รับข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประสบการณ์ตรง และยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้น ต่อยอดในการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในวงกว้าง
"แบรนด์ต้องสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง โดยให้เป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคใช้แบ่งปันประสบการณ์ตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เป็นพื้นที่ให้ผู้คนมาปลดปล่อยทางความคิด เพราะขณะที่ผู้บริโภคได้ปลดปล่อยเจ้าของแบรนด์จะได้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา เป็นข้อมูลจริงที่สามารถนำไปวางแผนธุรกิจได้"
เทรนด์ที่สี่
การสร้างแบรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (BRANDFORMANCE) เป้าหมายของการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ จะไม่อยู่เพียงแค่ยอดขายสินค้าและบริการ หรือตอบโจทย์ การส่งเสริมการตลาดในระยะสั้น ยังจำเป็นต้องสื่อสารให้เห็นความสำคัญของแบรนด์ที่สะท้อนความหมาย ต่อการใช้ชีวิตของกลุ่มเป้าหมายในระยะยาว โดยการสร้างความหมายของแบรนด์ในชีวิตผู้บริโภค
"ในอดีตแบรนด์จะติดยึดกับยอดขายเป็นหลัก แต่หลังจากนี้จะปรับแนวคิดโดยเน้นไปที่ความยั่งยืน และรายได้ระยะยาวมากขึ้น ต้องเน้นสร้างแบรนด์ มากกว่าสร้างยอดขาย ต้องสร้างความผูกพันระหว่างคนกับแบรนด์ ซึ่งจะทำให้แบรนด์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และยอดขายก็จะตามมาเอง"
เทรนด์ที่ห้า
ลงมือทำเพื่อโลกที่เปลี่ยนแปลง (Climate Action) การสื่อสารด้านความยั่งยืนจะมีความสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของ ฮาคูโฮโด เฟิร์ส ที่เป็นเอเยนซี่ที่ผลักดันเรื่อง ความยั่งยืน ให้กับลูกค้า และ ภายในองค์กร ทั้งในเรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ ลดการใช้พลังงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และในประเด็นอื่นๆ ที่จะ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องสอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations’ Sustainable Development Goals: SDGs)
"ภาวะโลกร้อนทำให้ผู้คนตระหนักเรื่องการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นทิศทางในอนาคตแบรนด์จะปฏิเสธเรื่องการลดใช้พลังงาน การใช้พลังงานสะอาด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้ เพราะผู้คนจะนำเรื่องนี้มาประกอบการพิจารณาเวลาเลือกซื้อสินค้าหรือบริการด้วย แบรนด์จึงต้องปรับตัวกับเรื่องนี้ และต้องสื่อสารออกไปให้ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์แล้วยังมีผลทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนช่วยรักษาสภาพแวดล้อม หรือที่เรียกว่าซื้อโดยไม่รู้สึกผิด"
ทั้งหมดคือเทรนด์การตลาดที่จะเกิดขึ้นในปี 67 ซึ่งหลายเรื่องไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นเทรนด์ระยะยาวที่เจ้าของแบรนด์สามารถนำไปกำหนดทิศทางการทำธุรกิจเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
----------------------------------
เขียนโดย สมศักดิ์ ไม้พรต - โลกธุรกิจ



